webboard blog Image Map

สายลมรักกลางฤดูเหงา บทที่ ๔




บทที่ ๔

“ไม่ใช่โปรดหรอก”

อัคนีหันไปบอกคนที่ยืนทำหน้าเคร่งคิ้วขมวดเหมือนคิดอะไรอยู่ เขาคิดว่าตนเองเดาใจเมฆไม่ผิดเพราะฝ่ายนั้นทำท่าทางเหมือนถูกจับได้อย่างไร อย่างนั้น อัคนีซ่อนยิ้มนึกในใจว่าเพื่อนคนนี้ไม่เปลี่ยนจริงๆ มีความในใจแต่ไม่ยอมพูดออกมา เพราะอย่างนี้กระมังโปรดปรานถึงได้ตัดสินใจมาคบเขา จะว่าไปอัคนีผิดสังเกตมาตั้งแต่ตอนที่ฝากความถึงโปรดปรานไปกับพรรษานั่นแล้ว ท่าทางของเมฆดูมึนตึงหากก็พยายามเก็บงำเอาไว้...ถึงจะทำได้ไม่แนบเนียนก็ เถอะ

เห็นทีความบาดหมางระหว่างเขากับเพื่อนคงไม่อาจลบเลือนไปได้ง่ายๆ เสียแล้ว อย่างน้อยก็คงไม่เหมือนกับการเอายางลบมาลบรอยดินสอบนกระดาษ แต่ถึงไม่ง่ายกระนั้นร่องรอยของความเป็นเพื่อนคงยังมีอยู่ มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะช่วยสมานรอยร้าวของมิตรภาพ


“เจอโปรดมั่งหรือเปล่า” อัคนีถามทั้งที่รู้คำตอบ...เขาอยู่ใกล้มีโอกาสเจอเมฆในงานรวมรุ่นทุกปียังไม่เคยพูดคุยวิสาสะกัน ประสาอะไรกับ

โปรดปรานที่อยู่ไกลอย่างนั้น แต่ก็ยังอยากถาม...

“ไม่ได้เจอ” น้ำเสียงคนตอติดจะห้วนทั้งไม่ยอมสบตาอีกฝ่าย

“กูก็ไม่ได้เจอโปรดมานานพอๆ กับที่ไม่ได้เจอมึงนั่นแหละ” เขาบอกพลางจับตามองปฏิกิริยาอีกฝ่ายเมฆเหลียวมองคนพูดด้วยความแปลกใจ เกิดความสงสัยขึ้นมา ประโยคนั้นหมายความว่าอย่างไร...อัคนีกำลังจะบอกอะไรกับเขา หลังจาก

เหตุคราวนั้นเมฆปิดการรับรู้ทุกอย่างทุกทางที่เกี่ยวกับอัคนีและโปรดปราน ไม่เคยถาม ไม่เคยพูดถึง เขาลบชื่อทั้งสองออกจากสมองและพยายามที่จะลบออกจากความทรงจำแม้จะรู้ตัวใน ที่สุดว่า...ทำไม่ได้ แต่เก้าปีทีผ่านมาเขาไม่เคยได้ยินข่าวคราวของทั้งอัคนีและโปรดปรานแม้แต่นิด เดียว ยิ่งเมื่อก้าวออกไปอยู่ในสังคมใหม่ในที่ทำงาน เรื่องราวของชายหนุ่มหญิงสาวคู่นี้จึงถูกกลืนหายไปกับกาลเวลา

...นานจวบจนกระทั่งวันที่เขาไปพบโปรดปรานโดยบังเอิญ...น้ำเสียงเรียบๆ ดังขึ้นขัดความคิด

“ขอไปหาอะไรดื่มสักหน่อย คอชักแห้ง” คนพูดมองแก้วในมือคนเป็นเพื่อน “เอาอะไรมั้ย...เดี๋ยวเอามาให้”

เมฆยกแก้วเปล่าขึ้นส่องกับไฟ เขย่า เสียงน้ำแข็งกระทบกับแก้วดังชัดเจน...ชัดเจนพอกับเสียงตัวเองที่ตอบไป

“ไม่เป็นไร กูไปกับมึงดีกว่า” ความอยากรู้ทำให้เขาตัดอคติที่เริ่มก่อตัวทิ้ง...ยอมรับกับใจว่าอยากรู้ เรื่องของคนสองคนที่ตัวเองขังลืมไว้ใ

ห้องเก่าๆ ที่มีชื่อเรียกว่าอดีตอย่างเหลือเกิน...



พรรษาเดินหาเพื่อนสาวอยู่ไม่นานก็พบอีกฝ่ายกำลังจัดการกับอาหารจานโต อยู่ตรงโต๊ะที่จัดไว้สำหรับนั่งรับประทานอาหาร ไม่ไกลจากซุ้มบุฟเฟต์สักเท่าไร เจ้าหล่อนตักข้าวเข้าปากด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยจนคนมองนึกหิวขึ้นมาตงิดๆ จิตติมาเงยหน้าทันทีที่ได้ยินเสียงทักจากเพื่อนสาว

“ระวังติดคอนะแก”

คนที่ยังมีข้าวเต็มปากกวักมือหย็อยๆ เรียกเพื่อน ท่าทางกระตือรือร้นทำให้พรรษาเลิกคิ้วแปลกใจ

“มาก็ดีแล้ว...มีเรื่องจะเม้าท์ให้ฟังพอดี” เจ้าตัวเอ่ยเร็ว ดีที่กลืนข้าวลงคอเสียก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นคงเกิดอาการสำลักกันบ้าง

“อะไร...เม้าท์อะไร...” พรรษาหูผึ่ง...แต่ยังวางท่าเฉย

“ไอ้เกดมันเล่าให้ฟังตะกี้ว่ามีคนถามถึงอั๋นว่ะ” คนเล่าวางช้อนส้อมพักการกินไว้ชั่วขณะ ใบหน้าที่เงยสบเพื่อนมีแววตื่นเต้น

“แล้วไง” พรรษายังมองไม่ออกว่าเรื่องที่เพื่อนเล่ามันน่าสนใจตรงไหน

“จะอะไรล่ะ คนถามน่ะใครรู้ป่ะ...” พรรษาส่ายหน้า จิตติมาจึงเฉยล “แฟนเก่าไอ้ชุน!”

คราวนี้คนฟังทำหน้ายุ่งหนักขึ้นไปอีก...ก็แฟนเก่าชุนมีตั้งหลายคน แล้วคนไหนเล่า...พรรษายังไม่ทันตั้งกระทู้ถาม คนเป็นเพื่อนก็ชิงตอบ

“มนัสนันท์ไง” พรรษานิ่งคิดอยู่ครู่จึงอุทานออกมาเมื่อนึกออกลางๆ

“จำได้ล่ะ แล้วเค้ารู้จักอั๋นหรือไงจูนถึงถาม”

“น่าจะไม่”

“อ้าว!” พรรษาร้อง

“ถามถึงอั๋น...แล้วก็ถามถึงแฟนอั๋น” แววตาและรอยยิ้มของจิตติมาสะกิดใจคนมองยิ่งนัก คล้ายเจ้าตัวยังมีอะไรเก็บงำไว้อีก...และสิ่งที่เก็บไว้นั้นน่าจะเป็น ‘ไคลแม็กซ์’ ของเรื่องนี้เสียด้วย

“แฟนอั๋น...” หัวคิ้วของหญิงสาวขมวดเข้าหากัน แต่แล้วก็ค่อยคลายเมื่อนึกออก “โปรด!”

“อือ...จะใครล่ะ ตอนที่ชุนคบกับมนัสนันท์ โปรดก็เพิ่งจะคบกับอั๋น”

“เค้าอยากรู้เรื่องอั๋นกับโปรดไปทำไมวะจูน” พรรษาถามผู้เป็นเพื่อนเสียงฉงน

“คิดดีๆ สิ” อะไรบางอย่างในน้ำเสียงจิตติมาทำให้พรรษานิ่งตรอง...อะไรคือสาเหตุทำให้มนัส นันท์ถามถึงโปรดปราน...หญิงสาวแน่ใจว่าเพื่อนของตนไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้น แน่นอน...และแล้วจุดสว่างเล็กๆ ก็เรืองแสงขึ้นในความคิดของหล่อน มนัสนันท์ไม่ใช่หรือที่ชักนำให้เมฆรู้จักกับแฟนคนปัจจุบัน...พรรษาร้องออกมา เมื่อนึกออก

“แฟนเมฆ!”

“ใช่ ชั้นว่าคนที่อยากรู้ไม่ใช่มนัสนันท์หรอก แต่เป็นแฟนเมฆนั่นแหละ ส่วนจะอยากรู้เพราะอะไรและอยากรู้ไปทำไมเนี่ย...คงต้องสืบเอา”

“เกดตอบไปว่าไง จูนรู้มั้ย?” พรรษาหันมาถามคนเป็นเพื่อนที่ตอนนี้เริ่มตักข้าวเข้าปากอีกรอบ

“ก็บอกว่าไม่รู้เพราะไม่ได้เจอสองคนนั่นเลย แต่ยืนยันว่าอั๋นกับโปรดเป็นแฟนกัน”

“แล้วเค้าบอกมั้ยว่าถามทำไม?” จิตติมาพยักหน้า กลืนอาหารเรียบร้อยแล้วจึงตอบ

“บอกสิ เค้าบอกว่าเจอโปรดที่ซุปเปอร์ฯ เห็นหน้าคุ้นๆ ก็เลยลองมาถามดู”

“แกว่าเมฆจะเคยเล่าเรื่องโปรดให้แฟนฟังมั้ย?” จิตติมาชะงักมือที่กำลังตักข้าว คิ้วขมวดนิดหนึ่งก่อนจะสั่นหน้า

“ไม่ว่ะ...ชั้นว่าไม่ ก็เมฆไม่เคยพูดถึงโปรดกับอั๋นมาตั้งนานแล้วนี่ รู้กันอยู่” ประโยคสุดท้ายเหมือนจะเตือนคนเป็นเพื่อนถึงความบาดหมางที่เกิดขึ้นระหว่าง ชายหนุ่มสองคน

“สงสัยเนอะ...อยากรู้จัง” พรรษาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันขณะรำพึง...หล่อนอยากรู้ และเชื่อเหอะ...หล่อนต้องรู้ให้ได้ สายตาของหญิงสาวเหลือบไปเห็นร่างสูงของชายหนุ่มสองคนที่ตนเพิ่งแยกตัวจากมา อยู่ไวๆ ทั้งคู่เดินตรงไปที่ซุ้มเครื่องดื่มซึ่งตั้งคู่กับซุ้มอาหารและอยู่ไม่ไกล จากที่หล่อนกับจิตติมานั่งอยู่ พรรษาตบต้นขาตนเองดังเผียะเมื่อนึกออก

...ได้การล่ะ...

จิตติมามองตามหลังคนเป็นเพื่อนด้วยความฉงนฉงายเมื่ออีกฝ่ายลุกพรวดพราด เดินจากไปไม่บอกกล่าวสักคำ หากเมื่อเห็นว่าพรรษาไปหาใครหล่อนอยากหัวเราะออกมาให้ดังๆ เสียเหลือเกิน กระบวนการใจร้อน ใจเร็วล่ะก็...ไม่มีใครเกินพรรษา...ขออย่างเดียวเถอะ...อย่าพลั้งปากถามเสีย จนเมฆสงสัยเข้าล่ะ



พนักงานประจำซุ้มเครื่องดื่มรินวิสกี้สีอำพันลงบนก้อนน้ำแข็งเย็น เฉียบมีกระไอลอยคล้ายสายหมอกบางๆ ตามด้วยโซดาที่พอไหลจากขวดลงกระทบก้นแก้วแล้วก็เกิดเป็นฟองซ่าลอยจากด้าน ล่างขึ้นมาสู่ด้านบน เขาใช้แท่งพลาสติกใสคนให้ส่วนผสมทั้งสองชนิดเข้ากันดีจึงยื่นให้ผู้สั่งซึ่ง กำลังคุยกับเพื่อนอยู่อย่างออกรสออกชาติ คนสั่งรับเครื่องดื่มมาและโบกมือให้อัคนีกับเมฆเป็นเชิงขอตัวก่อนจะผละจากไป พนักงานจึงหันมาทางสองหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วถาม

“รับเครื่องดื่มอะไรดีครับ?” อัคนีหันไปพนักหน้าให้เมฆสั่งก่อน

“เหมือนเมื่อกี้ครับ...วิสกี้โซดา”

“เข้มหรือบางครับ?”

“กลางๆ ดีกว่าครับ” เมฆตอบยิ้มๆ “บางไปเดี๋ยวจืดเร็ว เข้มไปผมก็กลัวจะถูกแบกกลับบ้าน” พนักงานยิ้มกับคำตอบของเขา

“ว่าไงจ๊ะหนุ่มๆ” เสียงใสคุ้นหูทักมาจากด้านหลัง สองหนุ่มหันไปดูพร้อมกัน พรรษาเดินยิ้มกริ่มตรงรี่เข้ามา

“สั่งเครื่องดื่มเหรอ?” ถามทั้งที่เห็นอยู่ตำตา นี่ถ้าเป็นสมัยเรียนหนังสือล่ะก็มีหวังโดนตอกกลับแน่ว่าไม่เห็นหรือไง แต่ตอนนี้โตๆกันแล้วคนถูกถามทั้งสองคนจึงได้แต่ยิ้ม “หิวน้ำเหมือนกัน นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้กินน้ำกินท่ากับเค้าเลย พี่คะ...โค้กเพียว” ประโยคหลังเจ้าตัวหันไปสั่งกับพนักงาน

“อะไรฝน เดี๋ยวนี้เล่นโค้กเพียวเลยเรอะ แต่ก่อนเห็นกินผสมนี่หว่า” อัคนีแซว

“เดี๋ยวนี้คอแข็ง...คอแข็ง” คนพูดยักคิ้วพลางลูบคอตัวเองทำท่าโอ่เต็มที่ คนแซวจึงเอ่ยต่อ

“ระวังเมานา...อ้าว! โทรศัพท์...” ประโยคหลังคล้ายจะอุทานกับตัวเองมากกว่า จากนั้นจึงล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกงออกมาแล้วบอกกับพรรษาและ เมฆ “คุยกันไปก่อน ขอไปคุยโทรศัพท์ก่อนเดี๋ยวมา”

“เฮ้ย...ดื่มอะไรวะจะได้สั่งให้” เมฆถามไล่หลัง อัคนีรับโทรศัพท์และกำลังฟังปลายสายพูดจึงชี้มาที่เขาและทำปากมุบมิบอ่านได้ ความว่า....เหมือนกัน เมฆยกมือให้เป็นเชิงว่ารับรู้ก่อนหันไปสั่งกับพนักงานที่ผสมเครื่องดื่มแก้ว ของเขาเสร็จพอดี “ผสมโค้กเพียวเสร็จแล้วขออย่างนี้อีกแก้วครับ”

“ต๊าย...พอเรียนจบแล้วผู้ชายคณะเราเป็นอะไรกันไปหมดนี่ถึงรู้จักคำว่าเล ดี้เฟิร์สต์ ทุกทีล่ะเป็นให้รอ” ทั้งคู่ยังคงปักหลักคุยกันหน้าซุ้มเครื่องดื่มต่อ

“อั๋นไม่อยู่ ฝนเลยได้ก่อนไง” เมฆหันมาตอบหน้าตาย พรรษาเกือบเข่าทรุด

“เออ...ขอบใจ นึกว่าจะเป็นสุภาพบุรุษ” เจ้าตัวหรี่ตาทำหน้าเซ็งแล้วจึงหันไปรับเครื่องดื่มที่พนักงานวางไว้ให้มาดื่มอั๊กๆ

“ดื่มขนาดนั้นเดี๋ยวก็บาดคอหรอก” พูดยังไม่ทันขาดคำคนถูกทักก็หลับหูหลับตาแน่นเอามือกำคอ “ไหนว่าคอแข็ง เจอโค้กเพียวไหงเป็นงี้ล่ะ”

“โอย...” พรรษาร้องโอดโอย เอ่ยกระท่อนกระแท่น “ลืม...ไปว่า...โค้กเพียว”

เมฆส่ายหน้ายิ้ม เพื่อนสาวคนนี้เหมือนจะห้าวแต่ก็ไม่ใช่ พรรษาเป็นผู้หญิงแท้ๆ แต่แก่นทโมนจนบางครั้งเพื่อนฝูงรู้สึกเหมือนมีเด็กผู้ชายอยู่ร่วมคณะ ความแก่นนี้เองที่ทำให้พรรษาเข้ากันได้ดีกับทั้งหญิงชายจนกลายเป็นศูนย์กลาง ในการติดต่อของเพื่อนร่วมคณะ ใครอยากติดต่อใครหรือมีข่าวจะแจ้งให้เพื่อนทราบก็มักจะบอกผ่านมาทางพรรษา ทั้งสิ้น

เมื่ออาการบาดคอบรรเทาลงพรรษาก็เข้าเรื่องที่เป็นสาเหตุให้หล่อนพาตัวเองมาหาชายหนุ่มผู้นี้

“เจอใครที่ซุปเปอร์หรือเปล่า?” คำถามลอยๆ นั้นทำให้เมฆอึ้ง เขาสบสายตาเพื่อนสาวนิ่งคล้ายจะคะเน...โปรดปรานคงเล่าว่าเจอเขากระมัง...

“เค้าบอกเหรอ?” เมฆย้อนถาม พรรษาพยักหน้ารับส่งๆ ทั้งที่ในใจมีคำถาม...เขาไหน...

เขา...แฟนเมฆ

หรือ...เขา...เพื่อนหล่อน

โปรดปราน!

“เจอกัน...แต่ไม่ได้คุยกันหรอก เขาเล่าให้ฟังว่าไง?” พรรษารีบสั่นหน้า ปฏิเสธเกือบละล่ำละลัก

“อ๋อ...เปล่าๆ ไม่ได้เล่าอะไรมากหรอก แค่บอกว่าเจอเท่านั้น” ...เอาน่า...ลองถามต่ออีกหน่อย ให้แน่ใจว่าสิ่งที่หล่อนคิดนั้นถูกต้อง...เมฆกับโปรดปรานเจอกันแล้ว... “แล้วทำไมไม่คุยกัน...ฮึ?”

เมฆยิ้มตรงมุมปาก ถอนใจ

“อิงอยู่ด้วย”

คำตอบของเมฆทำให้พรรษาซ่อนยิ้มไว้ในใจ

“ไม่เห็นเป็นไร...ก็บอกสิว่าเพื่อน” อีกฝ่ายไม่ตอบ หล่อนจึงรุก...รุกอย่างที่อยากจะทำมานานแล้วแต่อีกฝ่ายไม่เคยเปิดโอกาสให้ เลยสักครั้ง

“เมฆโกรธ เกลียด โปรดมากเลยเหรอ?”

ไม่มีคำตอบ แต่อาการยกแก้วในมือดื่มรวดเดียวเหมือนพยายามข่มใจทำให้พรรษาใช้วิชาเดาของหล่อนต่อไป...คำตอบมีแค่สอง...

เกลียดมาก...กับ...รักมาก

จะเป็นอย่างไหนก็คงต้องดูกันต่อไป

“ไม่ตอบแสดงว่ายังโกรธอยู่ใช่มั้ย?” หล่อนรุกต่อ คราวนี้ได้ยินเสียงถอนใจจากอีกฝ่าย เมฆรับเครื่องดื่มแก้วใหม่มาจากพนักงาน

“ฝนจะเชื่อหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ความโกรธแค้นที่เคยมีมันหายไปตั้งแต่เจอเค้าวันนั้น”

พรรษาอยากระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเหลือเกินเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากเมฆ แต่ทำได้เพียงยิ้มบางๆ ในใจนึกอยากถามอีกฝ่ายว่า ‘ไม่โกรธแล้ว...ก็...อาจจะยังรักอยู่...หรือเปล่า...’


“ดีแล้วล่ะ” เจ้าหล่อนตบแขนกำยำด้วยมัดกล้ามของเพื่อนชาย “เป็นเพื่อนกัน อย่าโกรธกันเลย” หล่อนพูดเน้นตรงคำว่า ‘เพื่อน’ จนคนฟังวาบในอกราวกับมีแท่งน้ำแข็งแหลมคมแทงทะลุตรงกลางใจ มันเย็นเยือกจนหนาวสะท้านอย่างประหลาด แก้วในมือถูกยกขึ้นจรดริมฝีปากอีกครั้ง เมฆหวังว่าความร้อนของน้ำสีอำพันจะช่วยลดความเย็นที่กำลังคืบคลานไปทั่วทุก ห้องหัวใจของเขา ทำไมหนอ...คำว่า ‘เพื่อน’ ถึงทำให้เขารู้สึกยอกแสยงใจได้ขนาดนี้

“วันหลังจะได้นัดเจอทานข้าวด้วยกัน เออ...นัดพร้อมอั๋นเลยดีมั้ย...แต่ไม่รู้ว่าอั๋นอยากจะคุยอะไรกับโปรดหรือ เปล่า รายนั้นน่าจะมีเรื่องต้องคุย...ทำกับโปรดไว้เยอะเหมือนกัน” ประโยคท้ายๆ ละม้ายเจ้าตัวจะรำพึงรำพันกับตัวเองมากกว่าพูดให้เขาฟัง แต่กลับเรียกความสนใจได้ชะงัดนัก

“ทำไม?” เมฆถามอย่างลืมตัว ไม่ทันสังเกตเห็นแววตาของเพื่อนสาว

พรรษาสะกดยิ้มไว้...คนฟอร์มจัดหลงกลหล่อนจนได้...แต่ก่อนเมฆไม่ยอมรับรู้ เรื่องราวของโปรดปรานและอัคนี ถึงกับประกาศลั่นต่อหน้าเพื่อนๆ ว่าห้ามพูดถึงสองคนนี้ต่อหน้าเขาเด็ดขาด เมฆทั้งโกรธทั้งแค้นว่าถูกเพื่อนทรยศหักหลังแย่งแฟนตนเองไป มีพรรษาคนเดียวกระมังที่รู้ความจริงว่าอัคนีไม่ได้แย่งโปรดปรานไปจากเมฆเลย แม้ว่าเขาจะแอบหลงรักหล่อนอยู่จริงๆ ก็เถิด

ครั้งนั้นเป็นการตัดสินใจของโปรดปรานคนเดียว แต่ต้นตอของการตัดสินใจนั้นก็มาจากเมฆนั่นเอง

เรื่องนี้ก็มีพรรษาคนเดียวที่รู้ แต่ที่ไม่คิดจะบอกเมฆก็เพราะไม่ใช่ธุระกงการอะไรของหล่อน คนที่ควรจะบอกไม่ใช่หล่อนแต่คือโปรดปรานต่างหาก

ธุระของพรรษามีเพียง...ลบความบาดหมางระหว่างเมฆกับโปรดปราน

ส่วนถ่านไฟเก่าของทั้งคู่จะกลับมาคุโชนอีกครั้งหรือไม่...เป็นผลพลอยได้ ...แต่เป็นผลพลอยได้ที่พรรษาหวังให้มันเกิดขึ้นเหลือเกิน ถึงเมฆจะมีแฟนแล้วและมีข่าวว่าจะแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นก็ตาม หล่อนอาจจะใจร้ายกับผู้หญิงคนนั้นแต่ถ้าให้เลือกระหว่างเพื่อนตัวเองกับคน อื่น พรรษาย่อมเลือกเพื่อนตัวเองมากกว่า

“ถามกับเจ้าตัวเค้าเองดีกว่า...เดินกลับมาโน่นแล้ว” พรรษาบุ้ยใบ้ไปทางด้านหลังเพื่อนหนุ่ม เมฆลอบถอนใจอย่างขัดในอารมณ์...พรรษากำลังจะบอกอยู่แล้วเชียว...นึกดีใจว่า ไม่ต้องหาวิธีถามอัคนีโดยไม่ให้ฝ่ายนั้นรู้สึกว่าเขากระหายใคร่รู้เพียงไหน กระนั้นคำพูดของเพื่อนสาวก็เปรียบเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นที่สองที่เขาได้รับ

ชิ้นแรกคือประโยคคลุมเครือของอัคนีที่เอ่ยกับเขาก่อนหน้านี้ จิ๊กซอว์สองชิ้นน่าจะเชื่อมต่อกัน เพียงแต่...เขาต้องหมุนให้ถูกด้าน

คนที่หายออกไปรับโทรศัพท์เดินกลับมาด้วยสีหน้ายุ่ง ท่าทางเหมือนกังวล เมื่อเดินใกล้เข้ามาอัคนีบอกกับเพื่อนทั้งสองคนด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก

“คงต้องกลับก่อนว่ะ”

“อ้าว...ทำไมล่ะ ยังไม่ทันจะได้คุยกับคนอื่นๆเลย” พรรษาบ่นอย่างเสียดายแทน

“นั่นสิ...เอ้า” เมฆส่งแก้วเครื่องดื่มที่สั่งใหม่ให้อัคนีพลางบอก “แก้วเมื่อกี้กูกินไปแล้ว”

“เด็กที่ร้านโทรบอกว่ามีปัญหา”

“ปัญหาอะไร?” พรรษาถามอย่างพลั้งปากตามนิสัยช่างซักไซ้

“เด็กที่ร้านโดนทำร้าย”

ทั้งพรรษาและเมฆเอ่ยเกือบจะพร้อมกัน

“เฮ้ย!”

“เป็นไรมากเปล่า?”

“ไม่รู้ว่ะ ไอ้คนโทรมันก็ตกใจ พูดไม่รู้เรื่อง” อัคนีกระดกแก้วในมือดื่มรวดเดียวด้วยความเร่งรีบจนรู้สึกถึงความร้อนที่ไหล ผ่านลำคอ “มึงมีเบอร์โทรใช่มั้ย ขอกูหน่อย วันหลังจะได้ชวนกินเหล้า”

“มี...” เมฆตอบและบอกหมายเลขโทรศัพท์ของตน อัคนีกดตาม ครู่หนึ่งโทรศัพท์ของเขาก็ดังพร้อมกับที่คนเป็นเพื่อนบอก

“เบอร์กู” อัคนีพูดกับเมฆเสร็จก็หันไปหาพรรษา “ไปก่อนนะฝน อย่าลืมเรื่องที่ฝากไว้ล่ะ ถามโปรดให้ด้วย...อั๋นอยากเจอเค้าจริงๆ”

“อือๆ ไม่ลืมหรอก เดี๋ยวบอกให้” หญิงสาวรับคำแล้วโบกมือให้คนเป็นเพื่อนที่หันหลังเดินแหวกผู้คนออกจากห้อง จัดเลี้ยง ระหว่างทางมีเพื่อนทักทายเขาก็คุยพอเป็นพิธีแล้วขอตัว กระทั่งร่างสูงก้าวออกจากห้องพร้อมประตูที่ปิดลง สองคนที่ยืนมองจึงหันมามองหน้ากัน จู่ๆ พรรษาก็โพล่งออกมา “ฝนเชื่อว่าเมฆไม่โกรธไม่เกลียดโปรดแล้ว ไม่งั้นเมฆไม่คุยกับอั๋นหรอก...ใช่มั้ย?”

เมฆอึ้ง...ไม่ได้ตอบ เขากำลังถามตนเองอยู่เช่นกันว่าความรู้สึกที่วูบผ่านละม้ายแสงแวบวับของสาย ฟ้าในคืนพายุนั้นคืออะไร มันเกิดขึ้น...ทุกครั้งที่ได้ยินอัคนีเอ่ยถึงโปรดปราน

...แสงสว่างเพียงชั่วครู่กำลังจะเผยให้เขาเห็นบางสิ่งบางอย่าง...

พรรษายังคงมองหน้าคนเป็นเพื่อน ไม่ใช่ว่ารอคำตอบแต่หล่อนเห็นเงาบางอย่างในดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่คล้ายจะเย็นชาอยู่เป็นนิจ ถ้าไม่ใช่เพื่อนกันไม่มีวันรู้หรอกว่าเมฆไม่ได้เย็นชาอย่างที่แสดงให้ใครต่อ ใครเห็น มันเป็นเพียงบุคลิกลักษณะของเขาที่แสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว

แต่เมื่อครู่พรรษาสาบานได้ว่าเห็นประกายไฟแลบเลียออกมาจากดวงตาเฉยชาคู่นั้น

“ฝนจะไปไหนหรือเปล่า?” เมฆถาม ตัดสินใจแล้วว่าอย่างไรเสียวันนี้เขาต้องหาทางรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ระหว่างอัคนีกับโปรดปราน ถึงจะต้องเอ่ยปากถามกับปากตัวเองก็เถิด มีหรือพรรษาจะไม่รู้ว่าเขาใคร่รู้เพียงไหน เผลอๆ หล่อนอาจจะรู้จักเขามากกว่าตัวเขาเองด้วยซ้ำ

แม่สาวแก่นจอมทโมนคนนี้...ดูคนเก่งที่สุด!

“ไปไหนล่ะ?” คนถูกถามย้อน แถมกวนกลับ “ห้องมีแค่นี้จะไปไหนได้”

“จะไปคุยกับใครหรือเปล่า?” เมฆต้องถามใหม่

“ไม่อยากคุยกับฝนก็บอกมาตรงๆ จะได้แบกหน้าน่ารักๆ หนี” คราวนี้คนฟังส่ายหน้า ยกแก้วในมือขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มหลายอึก

“ดีนะ...ได้เหล้าช่วย” เขาทำท่าเอียน

“ไม่ต้องมาทำปากดีเลยเมฆ อยากรู้อะไรถามมา” คนพูดทำเสียงเขียว

นั่นไง! เมฆคิดไว้ไม่มีผิด พรรษารู้!

ชายหนุ่มสบตาเพื่อนสาวนิ่ง ดวงตาที่เคยเย็นชาอยู่เป็นนิจมีประกายแน่วแน่เมื่อเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ

“เล่าเรื่องโปรดให้ฟังหน่อย” เพียงประโยคนี้ออกจากปากเขา พรรษาก็ยิ้มอย่างผู้ที่กำชัยชนะไว้ในมือตน แววตาเปล่งประกายระยิบเสียจนเมฆหมั่นไส้เหลือกำลัง ถ้าไม่เพราะกลัวเจ้าหล่อนจะเล่นตัวเพราะถือตนว่าไพ่ในมือเหนือกว่าล่ะก็ เขาคงหันหลังเดินจากมาแล้ว แต่นี่...ความกระหายใคร่รู้มีมากกว่า เมฆจึงทนทำไม่รู้ไม่ชี้กับสายตาคู่นั้น

“อยากรู้เรื่องไหนล่ะ?” หล่อนโยกโย้ อยากเห็นคนลมออกหู

“ฝนรู้น่า...ว่าเรื่องไหน” ...แค่เอ่ยปากถามมันก็ยากแสนสาหัสสำหรับเขาแล้ว ยายทโมนตัวแสบยังจะคาดคั้นอีกแน่ะ...

“ไม่รู้จริง...จริ๊ง” เจ้าตัวทำหน้าซื่อ ตาใสกะพริบปริบๆ “ตั้งแปดเก้าปีแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นตั้งเยอะแยะ”

เมฆกัดฟัน ยกแก้วในมือขึ้นดื่ม คราวนี้หมดแก้ว...เอาน่ะ เหล้าคงช่วยได้... ชายหนุ่มวางแก้วที่ว่างเปล่าลงบนเคาน์เตอร์ของซุ้มเครื่องดื่ม ยกมือปฏิเสธเมื่อพนักงานถามว่าเขาว่าต้องการแก้วใหม่หรือไม่

“เมฆอยากรู้เรื่องโปรดกับอั๋น เล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ย?” น้ำเสียงชายหนุ่มไร้ซึ่งทิฐิ เขาวางเกราะที่กำบังตนไว้ลงโดยสิ้นเชิง พรรษายิ้มอย่างพอใจ นี่ล่ะ...คือสิ่งที่หล่อนต้องการ ได้ยินเขายอมรับกับปากตนเองว่าอยากรู้เรื่องของโปรดปรานกับอัคนี

“ไปคุยกันข้างนอกดีกว่า ตรงล็อบบี้ก็ได้...ค่อยสงบหน่อย”


โปรดติดตามตอนต่อไป...

หากผู้ใดกระทำการคัดลอกเพื่อนำไปโพสในบล็อกหรือตามเวบอื่นโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษปรับตามกฎหมายตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือ หากนำเรื่องไปเสนอต่อสำนักพิมพ์ ถือเป็นการเสนอขาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. กฎหมายลิขสิทธิ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น