webboard blog Image Map

แสงแข บทที่ ๒

ผู้บุกรุก

เส้นทางที่ใกล้ที่สุดที่จะไปตำหนักขาว คือ ถนนริมหาด ซึ่งแต่เดิมก็เป็นเพียงทางเดินเล็กๆ ที่ผู้คนใช้สัญจรไปมาหาสู่ระหว่างกันแทนถนนใหญ่ที่ต้องเลี้ยวเข้าตรอกนั้น ซอยนี้ กว่าจะไปมาถึงกันได้ก็ไกลโข ทำเอาเหนื่อยหอบได้พอดูทีเดียว ถึงแม้จะได้รับการยกย่องเป็น ‘ถนนริมหาด’ หากถนนนี้ก็กว้างพอให้จักรยานผ่านได้ทีละคันเท่านั้นเอง


ถ้าบังเอิญมีจักรยานสองคันสวนกัน หนึ่งในสองก็ต้องเป็นฝ่ายหลีกทางให้อีกคันไปก่อน

‘ถนนริมหาด’ ทอดขนานกับหาดทรายขาวสะอาด สวยงาม อีกฝั่งนอกจากบ้านพักตากอากาศและตำหนักน้อยใหญ่ที่ปลูกเรียงรายหันหน้าเข้า หาทะเล ก็ยังมีแพผักบุ้งทะเลที่ทอดยอดชูช่อปกคลุมเกือบทั้งบริเวณ เวลาที่ดอกผักบุ้งบานพร้อมๆ กัน มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีม่วงเป็นทิวไสว

ยิ่งยามที่ลมโชยพัดจนกลีบบางๆ พลิ้วตาม ราวกับกระโปรงหญิงสาวที่สะบัดตามเสียงเพลงบรรเลงในงานราตรีสโมสร ยิ่งเป็นภาพที่งามจับตา

วรองค์เล็กบางเดินเรื่อยๆ ไม่รีบเร่ง แม้พระทัยจะได้เดินทางไปไกลกว่าที่คิดแล้ว ทว่าทุกครั้งที่ผ่าน ถนนริมหาด ก็ทรงอดไม่ได้ที่จะเพลิดเพลินกับธรรมชาติรายรอบ

องค์แขคุกชานุลงเอื้อมเด็ดดอกผักบุ้งเต็มสองหัตถ์ ทรงเลือกดอกขนาดพอดีมาได้สองดอกแล้วปักที่ปลายผมเปียยาวทั้งสองข้างขององค์ เอง พลางยิ้มอย่างพอพระทัย

…ต้องชวนหญิงรุ่งมาขี่จักรยานแถวนี้บ้างล่ะ ดอกไม้บานเต็มไปหมด เยอะกว่าที่อื่นเป็นไหนๆ...

กิจวัตรประจำวันยามที่อยู่หัวหินขององค์แขก็คือการขี่ จักรยานไปตามถนนริมหาดจากตำหนักสุขอารมณ์ไปยังตำหนักขาวหรือตำหนักอื่นๆ ที่ทรงรู้จัก บางครั้งก็ทรงไปไกลถึงโฮเต็ลโน่น แต่บางครั้งที่ว่านั้นก็เฉพาะเมื่อองค์เชษฐาประทับอยู่ ณ ที่แห่งนั้นเท่านั้นแหละ เพราะหมายความว่าจะมีผู้ประทานเลี้ยงขนมฝรั่งอร่อยๆ ให้อย่างไรเล่า

ยอดแหลมของหลังคาหอคอยทรงหกเหลี่ยมเริ่มปรากฎเหนือทิวหาง นกยูงที่ออกดอกสีแดงราวเพลิงโหม หากเดินไปอีกราว 10 เมตร ตำหนักสีเขียวอ่อนหลังนั้นก็จะชัดเจนในคลองจักษุ ไม่มีธงสีเหลืองลายน้ำเงินเป็นรูปมงกุฎครอบดวงชวาลาอยู่บนยอดเสาเหนือหลังคา หอคอยโบกสะบัด เนื่องจากขณะนี้ผู้เป็นเจ้าของมิได้เสด็จมาประทับตากอากาศที่หัวหิน

หากที่นี่เป็นอีกที่ที่องค์แขมักมาประทับนั่งเล่นใต้ร่ม หางนกยูง หรือบางครั้งก็มักจะเสด็จขึ้นไปบนระเบียงตำหนักตรงที่มีซุ้มดอกเฟื่องฟ้าไต่ ขึ้นมาแข่งกันออกดอกสีชมพูสดตัดกับสีเขียวอ่อนของตัวตำหนัก แต่สถานที่ที่องค์แขปรารถนาจะไปเป็นที่สุดคือห้องหกเหลี่ยมบนยอดหอคอยเพียง แห่งเดียวที่อยู่ทางฝั่งซ้ายของตำหนัก แม้ว่าตำหนักแห่งนี้จะเป็นของท่านป้า ผู้เป็นภคินีแท้ๆ ของพระมารดา แต่องค์แขก็ไม่เคยได้เสด็จขึ้นไปยังยอดหอคอยนั่นสักครั้ง เนื่องจากเวลาเสด็จมาหัวหินทีไรท่านป้าก็มักจะประทับแรมที่ตำหนักสุข อารมณ์ ส่วนตำหนักสีเขียวอ่อนองค์นี้ ท่านป้าจะเสด็จมาประทับเฉพาะยามกลางวันเพื่อพักผ่อนอิริยาบถพลางดูแม่สาวๆ ปัดกวาดเช็ดถูตำหนักให้สะอาดเรียบร้อย

องค์แขเคยทูลขอท่านป้าขึ้นไปบนหอคอยครั้งหนึ่ง ทว่าท่านป้ากลับยกหัตถ์ทาบอุระ เนตรเบิกกว้างอย่างตกพระทัย เมื่อทรงถามสุรเสียงดังกว่าปกติ...นิดเดียว

“หญิงจะขึ้นไปทำไมลูก บนนั้นไม่เห็นมีอะไรน่าดูสักนิด มีเรื่องเล่าเรื่องลือน่ากลัว ป้าว่าไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับหญิงเลยนะจ้ะ”

ที่จริงองค์แขทรงคิดอยู่เสมอว่าท่านแม่เป็นผู้หญิงที่ อ่อนโยน นุ่มนวล ใจเย็น หากบางคาบบางคราท่านแม่ยังทรงดุ ทรงเอ็ด ยามเมื่อองค์แขทำอะไรไม่ถูกไม่ต้อง ทว่าองค์แขกลับไม่เคยเห็นท่านป้าทรงดุใครสักคน มีแต่จะแย้มสรวล พลางตรัสด้วยสุรเสียงอ่อนๆ ในเชิงตักเตือนเพียงเท่านั้น

ดังนั้นหากท่านป้าทำสุรเสียงดังกว่าเดิม แม้จะเพียงนิดเดียวในความคิดขององค์แข นั่นก็เท่ากับว่าไม่สมควรจะเอ่ยเป็นครั้งที่สอง นับแต่นั้นองค์แขมิเคยปริโอษฐ์อีกเลย คงเก็บความปรารถนานั้นไว้ในพระทัย แม้จะเป็นปรารถนาที่มุ่งมั่นอยู่สักหน่อย

...สักวันน่า...สักวัน หญิงจะขึ้นไปให้ได้คอยดูซี...

จากยอดหอคอยนั้น ขอบฟ้าจะกว้างไกลสักเท่าไร ทะเลจะยิ่งใหญ่ออกไปอีกเท่าใด นั่นคือข้อสงสัยที่เกาะกินพระทัยอยู่เสมอมา


พ้นทิวแดงเพลิงของหางนกยูง ตำหนักสองชั้นสีเขียวอ่อนก็ปรากฎให้เห็นเต็มตา องค์แขจับเนตรอยู่ที่บริเวณชั้นสามอันเป็นส่วนของหอคอย ขนงเรียวทั้งคู่กลับขมวดเข้าหากัน เมื่อทอดเนตรเห็นหน้าต่างบานหนึ่งบนยอดนั้นเปิดกว้าง ยังไม่ทันสิ้นสงสัยหน้าต่างบานข้างๆ กันนั้น ก็เปิดออกช้าๆ องค์แขเชื่อว่าเนตรองค์เองไม่ฝาดแน่ อะไรขาวๆ ที่ทรงเห็นนั้น เป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากมือคน!

ใคร?

คำถามอึงอลในพระทัย ในเมื่อทรงทราบเต็มหทัยว่าไม่มีผู้ใดอยู่ที่ตำหนัก นอกจากคนเฝ้าซึ่งก็จะไม่มีวันเหยียบย่างขึ้นไปบนหอคอยนั้น เพราะกริ่งเกรงต่อเรื่องเล่าลือที่บอกต่อๆ กันมา

“ผู้บุกรุก...ใช่แน่ๆ จะมีใครกล้าขึ้นไปบนนั้นเล่า นอกจากคนที่ไม่รู้เรื่อง แล้วจะเป็นใครล่ะ ถ้าไม่ใช่ผู้บุกรุก”

รับสั่งกับองค์เองเบาๆ พลางดำริอย่างเร็วรี่ ว่าจะทำอย่างไรดี

“จับขโมย”

องค์แขไม่เคยจับขโมยมาก่อน ทว่ากลับทรงรู้สึกว่าน่าจะเป็นเรื่องสนุกไม่น้อย และไม่น่ายากอะไรนักหนา เรื่องอันตรายน่ะหรือ...มิได้ทรงคิดถึงแต่อย่างใด เพราะเหตุจูงใจที่มากยิ่งกว่าสิ่งใด ก็คือ การได้ขึ้นไปบนหอคอยนั้น

“คราวนี้ท่านป้าก็ว่าหญิงไม่ได้แล้ว เพราะหญิงมีเหตุผลสมควรที่จะขึ้นไปข้างบนนั่นแล้ว”

องค์แขย่างพระบาทเงียบกริบ ทรงเปิดประตูรั้วไม้ซี่สีขาวอย่างเบาหัตถ์ เนตรทั้งสองจ้องอยู่บนยอดหกเหลี่ยมไม่คลาดคลา จากเบื้องล่างไม่สามารถเห็นความเคลื่อนไหวของผู้ที่อยู่ข้างบนได้ ทว่าคนข้างบนนั้นจะเห็นคนที่เข้ามาใหม่ได้ถนัดชัดตา หากว่าจะเสด็จเข้าไปตรงๆ อย่างนี้ล่ะก็...แย่แน่ แทนที่จะทรงจับขโมย ปะเหมาะเคราะห์ร้ายอาจจะทรงโดนจับเสียเอง ทรงเบี่ยงองค์เข้าสู่ร่มไม้ที่น่าจะพรางได้บ้าง แล้วเลียบไปเรื่อยๆ ดีว่าตำหนักนี้มีต้นหางนกยูงอยู่หลายต้นขึ้นเป็นแนวยาวจากด้านหน้าชายหาดมา จนจรดด้านข้าง เมื่อเสด็จเลาะมาจนถึงตัวตำหนักครึ่งตึก ครึ่งไม้ ทรงรีบรุดขึ้นบันไดเพื่อไปยังระเบียงที่จะนำไปสู่ประตู ทว่าองค์แขกลับชะงักบาท เมื่อทรงนึกได้ว่าไม่มีอาวุธใดติดหัตถ์ไปจับเจ้าหัวขโมยนั่นเลย ทรงเหลียวซ้ายแลขวา หากก็ไม่ทรงพบอะไรที่พอจะเป็นอาวุธได้เลย

… ทำไมไม่เหมือนในหนังสือที่เคยอ่านเลยนะ ไม่เห็นมีไม้หรืออะไรที่พอเหมาะมือให้เอาไว้ป้องกันตัวเลย...

หยุดยืนอยู่ชั่วครู่ ก็ทรงตัดสินพระทัยที่จะเข้าไปเลย เพราะเกรงว่าหากทรงรีรอ เจ้าหัวขโมยจะหนีไปเสียก่อน คราวนี้ล่ะก็ อดเล่นบทนางเอกจับผู้ร้ายแน่ๆ


“หญิงรุ่ง เจ้าพี่ของหญิงกับท่านชวาลาไปไหนล่ะจ้ะ”
หม่อมอ่อน ผู้เป็นหม่อมแม่เอ่ยถามเมื่อเดินออกมาแล้วพบว่าธิดานั่งอยู่ตรงระเบียงองค์เดียว
“เจ้าพี่นัดเพื่อนไว้ที่โฮเต็ลค่ะ”
“ท่านชวาลาไปกับเจ้าพี่ของหญิงด้วยล่ะซีจ้ะ”
ผู้สูงวัยเอ่ยคำถามต่อไปทันที
“เจ้าพี่ชวาลาเด็จไปทางโน้นค่ะ หม่อมแม่ หญิงว่าเจ้าพี่คงจะเด็จไปที่ตำหนักหลังโน้น”

ตำหนักหลังโน้นของท่านหญิงรุ่งนั้น หมายถึงตำหนักของท่านชายชวาลาซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก หม่อมอ่อนพยักศีรษะเป็นเชิงว่ารับรู้ ลงนั่งบนเก้าอี้ตัวติดกัน

“หม่อมแม่มีอะไรหรือเปล่าคะ ถึงได้ถามหาเจ้าพี่”
“แม่จะคุยเรื่องงานเลี้ยงคืนวันมะรืนนี้จ้ะ”
“งานเลี้ยง?”

ท่านหญิงรุ่งทำพักตร์งง เนตรทั้งสองบ่งชัดถึงความแปลกพระทัย แต่ไหนแต่ไรเวลามาพักที่หัวหิน เสด็จพ่อไม่เคยทรงโปรดให้จัดงานเลี้ยงขึ้นสักครั้ง ทรงให้เหตุผลว่า

...เมื่ออยู่ที่วังเรามีงานเลี้ยงกันอยู่ทุกบ่อย ออกสมาคมจนเป็นเรื่องสามัญ เราควรจะพักกันบ้าง เมื่อมาอยู่ที่หัวหินนี่ อากาศก็ดี ธรรมชาติก็สวยงาม แทนที่เราจะจัดงานเลี้ยงอะไรให้วุ่นวาย สู้เราทำตัวให้สบายชื่นชมกับสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้กับเราไม่ดีกว่าหรือ...

เมื่อเห็นว่าธิดารู้สึกแปลกใจ หม่อมจึงขยายความ

“เสด็จพ่อของหญิงจะประทานเลี้ยงต้อนรับท่านชวาลาจ้ะ ท่านจากบ้านไปเสียนานนี่จ้ะ พอกลับมาเสด็จพ่อท่านก็ปลื้มพระทัยที่หลานท่านกลับมาเสียที เฝ้ารอมาตั้งเป็นนาน ทรงวิตกเหลือเกินว่าท่านชวาลาจะคว้าแหม่มกลับมาด้วย นี่เสด็จพ่อของหญิงท่านก็หมดกังวลไปเปลาะหนี่ง ท่านรับสั่งว่า ตกโอษฐ์รับคำไว้กับเสด็จพระองค์ชายใหญ่ไว้ว่าจะดูแลโอรสท่านให้ดี ก็ต้องทำให้ดีที่สุด นี่ก็เหลืออีกเพียงเรื่องเดียว”

“เรื่องอะไรคะ หม่อมแม่”
ท่านหญิงรุ่งรับสั่งถามอย่างใครรู้ ทว่าหม่อมอ่อนเพียงแต่ยิ้มบางๆ

“เรื่องของผู้ใหญ่เค้า หญิงอย่ารู้เลยจ้ะ”

“หม่อมแม่…!”
ผู้เป็นธิดาโอด พักตร์เริ่มง้ำ หม่อมอ่อนเพียงแต่ตบหลังกรธิดาเบาๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบๆ

“เดี๋ยวหญิงก็ได้รู้เองล่ะจ้ะ”

“โธ่! งั้นจะต่างอะไรล่ะคะ หม่อมแม่ก็บอกหญิงก่อนไม่ได้หรือ?”
ท่านหญิงรุ่งยังคงความพยายามเอาไว้ เพราะอยากรู้เต็มแก่ว่าอีกเรื่องนั้นเป็นเรื่องอะไร แล้วทำไมหม่อมแม่จึงยังบอกไม่ได้ ท่าทางน่าจะเป็นเรื่องสำคัญทีเดียว ความคิดนี้ยิ่งจุดประกายความอยากรู้ให้กับท่านหญิงรุ่งอย่างทวีคูณ

“ไม่ได้จ้ะ ต้องรอให้ผู้ใหญ่คุยกันก่อน เด็กถึงจะรู้ได้จ้ะ แม่ไปก่อนดีกว่า เดี๋ยวเสด็จพ่อของหญิงจะรับสั่งหา”
หม่อมตัดบทดื้อๆ แต่ก่อนจะลุกไป หม่อมหันมาถามธิดา

“หญิงจะไปหาองค์แขหรือเปล่าล่ะจ้ะ ถ้าจะไปล่ะก็รีบๆ หน่อยนะจ้ะ จะได้กลับมาก่อนถึงเวลาเหวยมื้อค่ำ”
หญิงรุ่งยิ้มกว้างจนแก้มแทบจะปริ ลืมเรื่องที่เกาะใจอยู่เมื่อครู่หมดสิ้น ถามซ้ำด้วยน้ำเสียงยินดี

“หม่อมแม่อนุญาตใช่มั้ยคะ”
เนตรใสเป็นประกายราวเด็กดีใจ เมื่อหม่อมอ่อนพยักศีรษะรับ

“จ้ะ แล้วก็อย่าลืมแวะชวนเจ้าพี่ของหญิงด้วยนะจ้ะ”
หม่อมอ่อนหมายถึงท่านขวาลาหรือ หม่อมเจ้าชวาลาระวี ระวีวัฒน์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกผู้พี่ของท่านหญิงรุ่งหรือ หม่อมเจ้าหญิงชนิดาภา ระวีวัฒน์ เด็จพ่อของทั้งคู่นั้นเป็นพี่น้องกันแท้ๆ ทีเดียว จึงทำให้สนิทสนมกันมาก แต่ท่านชวาลาก็จากบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษนานถึง 12 ปี

ที่จริงทั้งท่านชวาลาและท่านชยาง หรือหม่อมเจ้าชยางกูร ระวีวัฒน์ ซึ่งเป็นเชษฐาของท่านหญิงรุ่ง เสด็จไปทรงศึกษาพร้อมกัน แต่เมื่อท่านชยางเรียนการทหารจบก็เสด็จกลับมาก่อน ปล่อยให้ท่านชวาลาทรงคร่ำเคร่งกับตำรับตำราแพทย์ต่อไป

“ส่วนเจ้าพี่ชยางของหญิง คงไม่ต้องรอกันแล้วล่ะจ้ะ ลองไปอย่างนี้ กว่าจะกลับคงดึกโข ยิ่งถ้าไปเจอองค์ภาณุล่ะ ไม่ต้องพูดถึง”
หม่อมอ่อนพูดอย่างรู้จักนิสัยผู้เป็นโอรสดี

‘“ค่ะ หม่อมแม่”
ท่านหญิงรุ่งรับคำ พลางวิ่งไปจูบแก้มซ้ายขวาของหม่อมมารดาอย่างประจบประแจง หม่อมอ่อนหัวเราะอย่างเอ็นดู มือทั้งสองประคองพักตร์ผู้เป็นธิดาเอาไว้ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ลูกคนนี้ ช่างประจบซะเหลือเกิน”

“หญิงไม่ได้ประจบนะคะ หญิงรักหม่อมแม่ต่างหาก”
ท่านหญิงรุ่งทำโอษฐ์ยื่น จนหม่อมมารดาต้องหมุนองค์ให้หันไปทางทิศซึ่งเป็นบันไดทางลงจากตำหนัก เป็นการกระตุ้นให้ธิดารีบไป ก่อนที่รายการโอดกาเหว่าเกิดขึ้น

“ไปเถอะหญิง มัวแต่โอ้เอ้ พอดีมืดค่ำ จะไม่ได้เจอองค์แขนะจ้ะ”

คำกระตุ้นจากผู้เป็นมารดา ทำให้ท่านหญิงรุ่งยอมเดินไปแต่โดยดี หม่อมอ่อนได้แต่ส่ายหน้าอยู่เพียงคนเดียว แต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่ผู้เป็นธิดาของหม่อมรักใคร่สนิทสนมกับองค์แข...พระองค์ เจ้าหญิงศุภรางศุ์อำไพ พระธิดาของหม่อมเจ้าหญิงจันทร์จรูญพระชายาในเจ้าฟ้าจักรรัตน์รังษีที่สิ้น พระชนม์ตั้งแต่พระธิดายังทรงพระเยาว์ ภาระหน้าที่ในการดูแลพระโอรสและพระธิดา รวมไปถึงการเป็นประมุขแห่งราชสกุลจึงตกอยู่ที่ท่านหญิงจันทร์นับแต่นั้น จนกระทั่งพระโอรสสำเร็จหลักสูตรการทหารมาจากอังกฤษพร้อมกับโอรสของหม่อมอ่อน นั่นแหละ ท่านหญิงจันทร์จึงมอบภาระการประมุขแห่งราชสกุลให้กับผู้เป็นโอรส...พระองค์ เจ้าภาณุมาศรังสี


บันไดวนที่นำขึ้นไปสู่ห้องบนสุดของหอคอยนั้นดูจะมีระยะทาง ยาวไกลเสียเหลือเกินในความรู้สึกขององค์แข ทั้งขั้นบันไดก็เล็กเสียจนเวลาจะก้าวแต่ละทีต้องระวังองค์มิให้พลัดตกลงมา องค์แขเกาะราวบันไดไว้มั่นเพื่อยึดองค์ไว้อีกชั้น พระทัยเต้นตุบ...ตุบ...ตุบ จะด้วยความเหนื่อยที่ต้องขึ้นบันได้มาเป็นสิบๆ ขั้น หรือว่าความตื่นเต้นก็มิรู้ได้ แต่นั่นก็ทำให้เสโทเกาะพราวอยู่ตามไรเกศาและนลาฏ แทบจะหยาดลงมาเสียให้ได้ ทำให้ต้องทรงยกกรขึ้นปาดอยู่เป็นระยะๆ

ยิ่งใกล้จะถึงชั้นบนสุดของหอคอยเท่าใด ฝีบาทขององค์แขก็ยิ่งช้าและเบาอย่างที่สุด ตอนนี้ความกล้าในพระทัยเริ่มจะบินหนีหายไปทีละนิดละน้อย ด้วยความลังเลละล้าละลังที่เริ่มจู่โจม ทำให้องค์แขยั้งองค์ไว้ตรงบันไดขั้นสุดท้ายก่อนจะขึ้นไปสู่พื้นห้องชั้นบน สุด มิทันสังเกตผืนพรมที่วางอย่างหมิ่นเหม่ ปลายส่วนหนึ่งห้อยระขอบบันไดอยู่อย่างน่ากลัวอันตราย เนตรที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังกวาดไปทั่วบริเวณ

โคมระย้าที่ห้อยลงมาจากเพดานตรงโถงบันไดมืดสนิท ทำให้แลเห็นอะไรไม่ถนัดนัก รู้แต่เพียงว่าข้างบนนั้นเป็นชานพักหน้าห้องซึ่งมีประตูคู่บานสูงปิดอยู่ อย่างสนิท กลิ่นอับลอยอวล เนื่องจากแทบจะไม่มีใคร ‘กล้า’ ขึ้นมาบนนี้ ใครที่ทรงเห็นจากด้านล่างน่าจะต้องอยู่ในห้องที่ปิดอยู่นั้นแน่ องค์แขเรียกกำลังใจและความกล้ากลับคืนมา ทรงก้าวบาทขึ้นไปด้วยความมุ่งมั่นจะจับผู้ที่บุกรุกเข้ามายังตำหนักของท่าน ป้าให้ได้

โดยไม่คาดคิดประตูที่ปิดสนิทอยู่นั้น จู่ๆ ก็เปิดผลัวะออกมาเพราะแรงผลักจากผู้ที่อยู่อีกด้านหนึ่ง องค์แขที่กำลังก้าวบาทเหยียบลงบนพรมตรงขอบบันไดผงะหงายหลัง เนตรทั้งคู่ปิดลงด้วยความหวาดกลัวจับใจ กระนั้นภาพขั้นบันไดสิบๆ ขั้นก็ยังเด่นชัดในมโนภาพ

เสียงผู้หญิงกรีดร้องด้วยความตกใจ ทำให้ผู้ที่ก้าวออกมาจากห้องตระหนกไม่แพ้กัน แต่สิ่งที่ปรากฎแก่สายตานั่นต่างหากที่ทำให้เขาต้องสลัดความตกใจทิ้ง พุ่งตัวไปยังร่างที่กำลังจะตกลงไปเบื้องล่างด้วยความว่องไวอย่างที่ไม่เคย ปรากฎมาก่อน มือข้างหนึ่งของเขายึดซี่บันไดเอาไว้เพื่อเป็นหลักยึดตัวเอง ส่วนอีกข้างก็คว้าข้อมือเล็กๆ นั้นเอาไว้ได้อย่างปาฏิหาริย์ เขาออกแรงกระชากร่างบางๆ นั้นด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี จนร่างนั้นลอยมากระทบอกเขา รู้สึกได้ถึงแรงไหวโยกด้วยความตกใจของร่างในอ้อมกอด

“ไม่ต้องตกใจ ไม่เป็นอะไรแล้ว”
เขาพูดด้วยเสียงอ่อนโยน ลูบผมที่ผูกเป็นเปียยาวสองข้างเพื่อปลอบให้ร่างที่ยังสั่นให้หายตกใจ ทว่าในใจกลับสงสัยว่าผู้หญิง...ไม่ใชซิ ยังไว้ผมเปียอย่างนี้ต้องเป็นเด็กผู้หญิงต่างหาก เด็กผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน หน้าตาที่เห็นเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวเมื่อครู่ ออกจะคุ้นตา ทว่าก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดี

ขณะที่เขากำลังใช้ความคิดอยู่นั้น ร่างในอ้อมกอดของเขาก็เกิดปฎิกิริยาต่อต้านขึ้นมาอย่างกระทันหัน ผลักอกเขาโดยแรง พลางร้องตะโกนเสียงกราดเกรี้ยว

“ปล่อย! ปล่อยเราเดี๋ยวนี้นะ เจ้าหัวขโมย”
คำสุดท้ายสร้างความงงงันให้แก่เขา จนต้องทวนซ้ำด้วยความประหลาดใจ

“หัวขโมย”

“ใช่! ถ้าไม่ใช่หัวขโมยจะเข้ามาที่นี่ได้ยังไง ที่เข้ามานี่ก็คิดจะมาขโมยของล่ะซี คงเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดอย่างนั้นล่ะก็ คิดผิดแล้วล่ะ เราไม่ยอมให้เอาอะไรออกไปจากที่นี่แม้แต่ชิ้นเดียว”

แม่สาวน้อยผมเปียลุกขึ้นยืนอย่างร้อนรนเผ่นแผล็วไปยืนชิด ผนังฝั่งตรงข้ามกับเขาอย่างรวดเร็ว ทีท่าระแวดระวังราวกับนางเสือ เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ เกรงจะทำให้อีกฝ่ายตกใจ

“ใจเย็นๆ นะแม่หนู ฉันคิดว่าน่าจะมีอะไรเข้าใจผิดกันหรือเปล่า ฉันไม่ได้เป็นขโมยอย่างที่เธอเข้าใจ”
เขาพูดเสียงนุ่ม ท่าทางเด็กหญิงคนนี้อายุไม่น่าจะเกิน 14-15 ลูกเต้าเหล่าใครก็ไม่รู้ แต่น่าจะมีความมักคุ้นกับตำหนักหลังนี้ ไม่เช่นนั้นคงไม่แสดงทีท่าราวนางเสือใส่เขาเช่นนี้หรอก

ใครกัน?

เขาจากบ้านไปเสียนาน ระยะเวลา 12 ปี ทำให้ผู้คนที่เคยรู้จักคุ้นเคย กลับกลายเป็นคนแปลกหน้าไปเสียสิ้น

“ไม่ได้เป็นขโมย แล้วเข้ามาที่นี่ได้ยังไง”
คำถามนั้นยั้งคงห้วนจัด แสดงให้เห็นว่าผู้พูดยังคงไม่ไว้ใจ

“แล้วถ้าฉันถามกลับบ้างล่ะ ว่าเธอเป็นใคร แล้วเข้ามาที่นี่ได้ยังไง หรือว่าที่จริงแล้วเธอต่างหากที่คิดจะมาขโมยของที่นี่ พอมาเจอฉันก็แกล้งเฉไฉหาว่าฉันเป็นขโมย”

อาการที่มือทั้งสองกำเข้าหากันแน่น และริมฝีปากเม้มจนแทบจะเป็นเส้นตรง มิได้รอดพ้นไปจากสายตาของเขาสักนิด เขารู้ว่าได้จุดเพลิงโทสะของอีกฝ่ายเสียแล้ว ท่าทางสาวน้อยคนนี้จะขี้โมโห เอาแต่ใจน่าดู เขายิ้มเรียบเย็นเริ่มรู้สึกสนุกกับการได้กลั่นแกล้งอีกฝ่าย

“ฉันพูดจี้ใจดำล่ะซิ ถึงได้โมโหอย่างนั้น ถ้าเธอยอมรับออกมาดีๆ ฉันรับปากว่าจะปล่อยตัวเธอไปโดยไม่เอาความใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ส่งตัวเธอไปให้ตำรวจด้วย...สัญญา”
เขายกแขนชูสองนิ้วประกอบ ดวงตาเป็นประกาย รอยยิ้มผุดพรายอย่างอารมณ์ดี เมื่อสังเกตเห็นอาการของนางเสือตัวน้อยที่แทบจะกางกรงเล็บกระโจนตะครุบ เหยื่อ

“หยาบคาย...เราไม่ใช่ขโมย เราจะมาจับขโมยต่างหาก”
เสียงที่ผ่านรอดไรฟันออกมานั้น เจืออารมณ์โกรธที่พลุ่งขึ้นสูงสุด ดวงหน้าเชิดอย่างทระนง ขณะที่ดวงตาคมดุยิ่งฉายแสงราวกับเปลวเพลิงที่พร้อมเผาผลาญทุกสิ่ง

อีกฝ่ายกลับยิ้มอย่างพึงพอใจกับท่าทางนั้น คนเจ้าโมโหโทโสอย่างนี้ ไม่พ้นให้เขาได้แกล้งเย้าแหย่เล่นให้สนุกก็เท่านั้นเอง

การมาหัวหินหลังจากที่จากบ้านไป 12 ปีเต็ม คงจะมีเรื่องสนุกๆ ให้ได้ทำกันบ้างล่ะ เพราะเขาเขื่อว่า เด็กผู้หญิงขี้โมโหตรงหน้าคงจะเป็นใครสักคนหนึ่งที่เขาน่าจะรู้จัก และคงจะได้พบกันอีกแน่นอน




หากผู้ใดกระทำการคัดลอกเพื่อนำไปโพสในบล็อกหรือตามเวบอื่นโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษปรับตามกฎหมายตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือ หากนำเรื่องไปเสนอต่อสำนักพิมพ์ ถือเป็นการเสนอขาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. กฎหมายลิขสิทธิ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น