webboard blog Image Map

สายลมรักกลางฤดูเหงา บทที่ ๑




บทที่ ๑

ร่างระหงที่กำลังเดินเข้าไประหว่างชั้นวางสินค้าอุปโภคบริโภคดึงดูดสายตา ของคนที่เดินเรื่อยเปื่อยดูข้าวของที่วางเรียงบนชั้นอย่างมิได้สนใจนัก ชั่วขณะหนึ่งภาพสตรีเคยคุ้นตาแวบเข้ามา หัวใจของเขากระตุกแรงขณะเร่งฝีเท้าตาม

เมื่อ เดินไปทัน เขายั้งเท้ากลั้นหายใจโดยอัตโนมัติก่อนจะก้าวไป ‘แอบ’ มองด้วยความระมัดระวัง ฝ่ายนั้นมิได้รู้ตัวหรือระแคะระคายแม้แต่น้อย หยิบของจากชั้นใส่รถเข็นและเดินเรื่อยๆ เหมือนคนที่กำลังเพลิดเพลินกับสิ่งที่ทำ เสี้ยวหน้าด้านข้างยามที่เงยมองสินค้าบนชั้นยิ่งทำให้คนแอบมองหายใจติดขัด

ใช่! ใช่หล่อนจริงๆ

เขายืนมองหล่อนนิ่ง ความรู้สึกหลากหลายประดังเข้ามาพร้อมกับความทรงจำในวันเก่า ทว่าเสียงหวานที่เรียกชื่อเขาฉุดเขากลับมายืนที่เดิม

“เมฆ...เมฆคะ จะซื้ออะไรเหรอ อยู่ดีๆ ก็เดินลิ่วมาเลย อิงเรียกก็ไม่ได้ยิน”

“เอ่อ...เปล่า” เขาเหลือบตามองไปยังร่างที่อยู่ตรงปลายทางเดิน...หล่อนเดินเลี้ยวไปแล้ว จากนั้นจึงตวัดกลับมายังสตรีร่างเล็กที่เดินตรงมาหา “พอดีนึกว่าเห็นคนรู้จัก”

สตรีที่เรียกตัวเองว่าอิงมองเลยบ่าชายหนุ่มไปหากไม่พบใคร นอกจากสตรีวัยห้าสิบยืนเลือกสินค้าลงตะกร้า อีกด้านหนึ่งเป็นชายต่างชาติ อะไรบางอย่างบอกหล่อนว่าทั้งสองคนนั้นไม่น่าจะใช่คนที่อีกฝ่ายกล่าวถึง

“แล้วใช่หรือเปล่าคะ”

เมฆส่ายหน้าเมื่อตอบ “ไม่ใช่...ผมจำผิด”

มีแต่ก้อนเนื้อที่เต้นอยู่ในทรวงอกของเขาเท่านั้นที่รู้ว่า...เขาปด!

เมฆจำหล่อนได้แม่น...เหมือนเรื่องราวระหว่างหล่อนกับเขาเกิดขึ้นเมื่อวันวาน ทั้งที่มันผ่านมาตั้งเก้าปี...เก้าปีที่เขาไม่เคยเจอ ไม่เคยได้ยินข่าวคราวของหล่อนเลย เก้าปีที่เขาจงใจจะลบหล่อนไปจากความทรงจำของตัวเอง ไม่นึกเลยว่ามันจะสูญเปล่าเพราะแค่ได้เห็นหล่อนเพียงแวบเดียวทุกอย่างก็กลับ คืนมาราวสายน้ำที่ไหลบ่าในคืนที่มีพายุฝนกระหน่ำ

“ถ้างั้นไปกันเถอะค่ะ อิงได้ของครบแล้ว ไปจ่ายเงินกันเถอะ”

เมฆยิ้ม...พยักหน้ารับ เดินตามอิงฤทัยไปเงียบๆ

“ไปส่งอิงแล้วแวะทานข้าวด้วยกันก่อนนะ อิงซื้อกับข้าวมาเยอะเลย”

“เป็นวันอื่นได้ไหม วันนี้เมฆ...ไม่ว่าง” สองคำสุดท้ายมีกังวานแปลกแปร่ง...เขาปดอีกแล้ว

“อ้าว! ไหนเมื่อกลางวันอิงโทรถาม เมฆบอกว่าว่าง ดูสิ...อิงเลยซื้อซะเยอะ กินคนเดียวไม่หมดหรอก” หล่อนบ่น หน้าสวยงอ...ไม่พอใจนัก

“ขอโทษ...เมฆเพิ่งรับโทรศัพท์เมื่อกี้ เร่งงานที่ค้างอยู่ ส่งอิงแล้วเมฆต้องกลับออฟฟิศไปเอางานมาทำที่บ้าน”

“แล้วเสาร์-อาทิตย์นี้ล่ะ” อิงฤทัยถามเสียงอ่อย ความหวังที่จะใช้วันหยุดสุดสัปดาห์กับคนรักเริ่มริบหรี่

“เมฆคงยุ่ง” ชายหนุ่มตอบไม่เต็มเสียง ข้ออ้างของเขาถูกเพียงครึ่ง...เขาต้องรีบทำงานส่งก็จริง...แต่ยังมีเวลาอีก สองอาทิตย์ สุดสัปดาห์นี้เขาว่างพอจะแวะมาพาอิงฤทัยไปเที่ยวเหมือนที่เคยทำทุกวันหยุด สุดสัปดาห์ อิงฤทัยหน้าสลดพยักหน้ารับเนือยๆ หล่อนไม่พูดอะไรอีก เดินนำไปยังเคาน์เตอร์แคชเชียร์โดยมีหนุ่มคนรักเดินตาม...เงียบๆ

เมฆไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงพูดไปอย่างนั้น พูดไปแล้วก็นึกเสียใจเมื่อเห็นสีหน้าอีกฝ่าย เขาขมวดคิ้ว เม้มปากนึกตำหนิตัวเองในใจ แต่แล้วเขาก็ต้องชะงักเมื่ออิงฤทัยเดินไปต่อท้ายสตรีร่างระหงคนนั้น หล่อนกำลังเอาของออกจากรถเข็นวางบนเคาน์เตอร์ ข้าวของเครื่องใช้มากมายที่หล่อนซื้อทำให้เมฆเดาว่าบ้านหล่อนคงอยู่ไม่ไกล จากห้างสรรพสินค้าแห่งนี้นัก หล่อนเหลือบมองอิงฤทัยแวบหนึ่ง...ยิ้มให้ แล้วสายตาก็เลื่อนเลยมา

วินาทีที่สายตาทั้งคู่ประสานกันเมฆรู้สึกเหมือนทุกอย่างรอบตัวหยุดชะงัก ชายหนุ่มคิดว่าเห็นคล้ายสายฟ้าฟาดในดวงตาของหล่อน...วูบเดียวแล้วทุกอย่างก็ สงบราบคาบ หล่อนละสายตาไปจากเขาหันไปหาพนักงานที่ยืนรอให้บริการอยู่ หล่อนคงนึกไม่ถึงว่าจะเจอเขาเช่นกัน

“มีบัตรสมาชิกไหมคะ?”

“ไม่ได้เอามาค่ะ”

“บอกเบอร์โทรศัพท์มือถือก็ได้ค่ะ” พนักงานเสนอ หากหล่อนกลับทำท่าลังเล เมฆรู้...เพราะเขายืนอยู่ตรงนี้น่ะสิ

หล่อนนิ่งเหมือนนึกจากนั้นจึงควานกระเป๋าถือหยิบเศษกระดาษแผ่นเล็กๆ กับปากกาออกมา เขียนอะไรยุกยิกครู่หนึ่งก็ส่งให้พนักงาน คนรับทำหน้าแปลกๆ ปกติถ้าลูกค้าไม่ได้เอาบัตรมาก็มักจะบอกหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ในการสมัคร ไม่มีใครจะเขียนใส่เศษกระดาษยื่นให้แบบผู้หญิงคนนี้ หากด้วยมารยาทจึงต้องเฉยไว้

เมฆลอบยิ้ม...เข้าใจเลี่ยง

พนักงานรับมาคีย์เข้าเครื่องจากนั้นก็วางเศษกระดาษชิ้นนั้นทิ้งไว้บนเครื่อง คิดเงิน หล่อนทำท่าจะหยิบกระดาษแผ่นนั้นคืนหากพนักงานรีบบอก

“เดี๋ยวทิ้งให้ค่ะ” หล่อนยิ้ม...ยืนรอ กระนั้นสายตาก็คอยแต่จะปรายไปยังแผ่นกระดาษเล็กๆ อย่างเป็นกังวล

สายตาของชายหนุ่มจับนิ่งอยู่ที่ร่างระหงนั้นพินิจพิจารณาละเอียดลออ เก้าปีที่ผ่านไปไม่ได้ทำให้หล่อนเปลี่ยนสักเท่าไร ดูเหมือนนอกจากจะไม่เปลี่ยนแล้ว เวลายังทำให้หล่อนดูมีเสน่ห์ขึ้นด้วยซ้ำ ที่จริง...หล่อนมีเสน่ห์มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และก็เพราะเสน่ห์นี่แหละที่ทำให้เมฆสนใจหล่อน

แคชเชียร์คิดเงินเสร็จเรียบร้อย หล่อนก็จ่ายเงินก่อนรวบถุงทั้งหมดใส่คืนรถเข็น ก่อนจะเดินจากไปหล่อนมองเศษกระดาษอีกครั้ง...เมฆแอบหวังว่าสายตาของหล่อนจะ เลยมายังเขา แต่ก็ได้แค่หวังเพราะพอพนักงานทำท่าเอื้อมหยิบกระดาษแผ่นนั้นไปทิ้ง หล่อนก็เดินจากไป...ไม่หันมาแม้แต่น้อย

ผิดหวังหรือเปล่า?

เมฆถามตัวเองแต่ไม่มีคำตอบกลับคืนมา...

เศษ กระดาษแผ่นเล็กๆ นั้น ปลิวจากเครื่องคิดเงินก่อนที่มือของพนักงานจะแตะโดน เห็นดังนั้นหล่อนจึงไม่ใส่ใจกับมันอีกต่อไปเพราะคิดว่าเดี๋ยวค่อยเก็บไปทิ้ง ก็ได้ มันปลิวตกลงมาบนเคาน์เตอร์ที่อิงฤทัยกำลังเอาของจากรถเข็นวางเพื่อให้ พนักงานคิดเงิน เมฆช่วยหล่อนพลางลอบสังเกต...ท่าทางอิงฤทัยคงไม่รู้เรื่องหรือว่าระแคะระคาย อะไร เศษกระดาษชิ้นนั้นนอนนิ่งอยู่บนเคาน์เตอร์ไร้คนสนใจ เมฆมองมันนิ่งขณะที่มือก็สาละวนช่วยหยิบของจากรถเข็นมาวาง และเมื่อเขาหยิบแพ็คนมสดยูเอชทีมาเป็นอย่างสุดท้าย...วางลงบนเคาน์เตอร์ เมฆก็ฉวยโอกาสหยิบมันติดมือมาโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

เขา กำมันไว้ซุกมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง...หัวใจสัมผัสความร้อนที่แผ่กระจายมา จากเศษกระดาษแผ่นนั้น เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดตรงขมับและไรผมเหนือหน้าผากทั้งที่อากาศในซุปเปอร์มาร์เก็ตก็มิได้ร้อน

“ไปค่ะเมฆ” อิงฤทัยหันมาชวน เมฆดึงถุงจากมือหล่อนมาถือไว้เอง ทั้งคู่พาเดินออกไปยังลานจอดรถ

แวบ หนึ่ง...เมฆแอบหวัง หล่อนอาจจะจอดรถไว้ชั้นเดียวกับเขาก็ได้ ชายหนุ่มกวาดสายตามองทั่วลานจอดรถอันกว้างใหญ่แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงาของหล่อน เขาลืมตัวถอนใจอย่างผิดหวังแต่ต้องสะดุ้งเมื่ออิงฤทัยทัก

“เป็นอะไรคะเมฆ?” เมฆยิ้มเจื่อน กลบเกลื่อน

“นึกถึงงานก็เลยเบื่อๆ ขึ้นมา” คำตอบของเขาเรียกรอยยิ้มจากหญิงสาว

“โธ...เอาน่า...ไม่ทำงานก็ไม่มีเงินนะ อิงเอาใจช่วย...หรือว่า” อิงฤทัยทำตาโตเหมือนนึกอะไรออก “เสาร์อาทิตย์นี้อิงมาหาเมฆดีไหม?”

“ไม่ เป็นไร” ชายหนุ่มตอบ...เร็วจนตัวเขาเองก็แปลกใจ อิงฤทัยหันขวับมามองด้วยนึกไม่ถึงว่าจะได้รับคำตอบเช่นนี้ หญิงสาวกำมือเข้าหากันอย่างลืมตัวทว่าเมื่อนึกได้หล่อนก็คลายออก ยิ้มหวานให้คนรัก

“โอ เคค่ะเมฆ อาทิตย์นี้อิงยกให้เมฆแต่อาทิตย์หน้าอิงไม่ยอมล่ะ เมฆต้องพาอิงไปเที่ยวเป็นการทดแทน...นะคะ” อิงฤทัยออดอ้อนและยิ้มหวานเมื่อเมฆพยักหน้ารับ

“ได้สิ อาทิตย์หน้าอิงอยากไปไหนเมฆจะพาไป”

แม้จะให้คำมั่นกับคนรักไปเช่นนั้นหากเมฆกลับรู้ดีว่าหัวใจของเขาไหวราวกับใบไม้ต้องสายลม



เศษ กระดาษแผ่นนั้นนอนนิ่งอยู่กลางโต๊ะทำงานนับตั้งแต่กลับมาถึงบ้านเมื่อวานนี้ เมฆหยิบมันออกมาจากกระเป๋า...เพ่งมองเหมือนตัดสินใจไม่ถูกก่อนจะวางทิ้งไว้ โดยที่ไม่ได้แตะต้องมันอีกเลย ทว่าเขารู้แก่ใจดีว่าตัวเลขเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินทั้งเก้าตัวนั้นผนึกแน่น ในความทรงจำ แทบว่าหลับตาก็ยังเห็นมันลอยเด่นกระนั้น

เมื่อ วานหลังจากไปส่งอิงฤทัยที่บ้านเมฆก็ตรงกลับออฟฟิศเพื่อไปเอางานกลับมาทำที่ บ้าน แต่จนแล้วจนรอดเมฆก็ยังไม่ได้เริ่มทำแม้แต่น้อย ชายหนุ่มรู้สึกว่าสมองไม่ปลอดโปร่งแจ่มใสเท่าที่ควร ที่จริงเมฆรู้แก่ใจดีว่าอะไรเป็นเหตุทำให้ทำงานไม่ได้

เก้า ปีที่ผ่านมาเป็นเก้าปีที่เขาลืมหล่อนได้สนิทใจ...ลืมเหมือนหล่อนไม่เคยมีตัว ตนมาก่อน และเรื่องราวระหว่างเขากับหล่อนก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลย แต่เพียงแค่เจอกันไม่กี่นาทีก็เหมือนมีหินก้อนใหญ่หล่นตูมกลางทะเลใจก่อให้ เกิดระลอกคลื่นสั่นสะเทือนผืนน้ำที่เคยนิ่งสนิท ช่วยไม่ได้ที่อดีตจะย้อนกลับมาสู่ความนึกคิดของเมฆอีกครั้ง...อดีตที่เขาคิด ว่าลืมมันไปหมดแล้ว

แต่ เปล่าเลย...เขาแค่ฝังมันเอาไว้ที่ก้นบึ้งหัวใจเท่านั้น...และบัดนี้แรง สะเทือนจากระลอกคลื่นก็พลิกฟื้นตะกอนก้นบึ้งให้อดีตกลับคืนมา...

ชาย หนุ่มเพ่งสายตาไปยังโต๊ะทำงานซึ่งมีเศษกระดาษแผ่นเล็กวางอยู่ขณะที่ความทรง จำย้อนกลับไปยังวันวาน...วันที่เขายังคงเป็นนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมปีสุด ท้าย



วัน นั้นเป็นวันรับปริญญาของนักศึกษารหัสปีเดียวกันกับเมฆ ทว่าเมฆไม่ได้เข้ารับปริญญาด้วยเพราะหลักสูตรของคณะสถาปัตยกรรมใช้เวลาเรียน ทั้งหมดห้าปี กระนั้นเมฆก็ไปร่วมแสดงความยินดีกับรุ่นพี่และเพื่อนคณะอื่น ขณะที่กำลังเดินไปยังตึกคณะของตนเขาก็เห็นหล่อน...นั่งซ้อนท้ายช็อปเปอร์คัน งามผ่านไป เมฆไม่อาจละสายตาไปจากหล่อนได้ อาจจะเป็นรอยยิ้มแจ่มกระจ่างเหมือนดอกทานตะวันกลางแสงอาทิตย์นั่นกระมังที่ ติดตาเขา สมองเหมือนจะว่างเปล่าไปชั่วครู่ก่อนจะกลับคืนเป็นตัวเองและเมื่อความคิด เริ่มทำงานชายหนุ่มก็รู้สึกคุ้นหน้าหล่อนอย่างไรไม่รู้

เมฆได้รับคำตอบในไม่กี่วันถัดมา

หล่อนอยู่ อพาร์ตเมนต์เดียวกับเขา เท่านั้นไม่พอ...ห้องของเขากับหล่อนอยู่ชั้นเดียวกันด้วย นี่เองเมฆถึงได้รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา ชายหนุ่มเคยเห็นหล่อนเดินผ่านห้องเขาอยู่บ่อยๆ แต่ไม่เคยสนใจ

แว่นสายตานั่นเองที่ทำให้เขามองเลยผ่านหล่อนไป

แล้วเมฆก็ได้รู้จักกับหล่อนในเวลาไม่นานหลังจากนั้นผ่านทางเพื่อนหญิงที่เรียนคณะเดียวกัน...พรรษา

พรรษา กับโปรดปรานเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น ทั้งคู่เรียนโรงเรียนเดียวกันและสอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกันหากต่างคณะ ...โปรดปรานเรียนนิเทศศาสตร์ เอกการประชาสัมพันธ์

โปรด ปรานมีอะไรบางอย่างในตัวที่ทำให้คนอยู่ใกล้รู้สึกอบอุ่น หล่อนเป็นผู้ฟังที่ดีขณะเดียวกันก็เป็นคู่สนทนาที่เยี่ยม การพูดคุยทำให้เขากับหล่อนเริ่มสนิทสนมกัน แต่...

หล่อนมีแฟนอยู่แล้ว...ขณะที่เขาเพิ่งเลิกกับแฟนไม่นาน

แฟน ของโปรดปรานคือชายหนุ่มเจ้าของช็อปเปอร์ที่หล่อนซ้อนท้ายในวันรับปริญญานั่น เอง เขาเป็นรุ่นพี่คณะศิลปกรรม แต่ถึงอย่างนั้นเมฆก็ยังคงคบหากับหล่อน ยิ่งเมื่อชายหนุ่มระแคะระคายจากพรรษาว่าหล่อนกำลังมีเรื่องระหองระแหงกับแฟน เมฆยิ่งเดินหน้า

เสียง โทรศัพท์ขัดจังหวะความคิด เมฆดึงตัวเองกลับจากอดีตลุกไปรับโทรศัพท์ เสียงที่ผ่านมาตามสายทำให้เขาต้องใช้ความคิดอีกครู่หนึ่งกว่าจะจำได้ว่าเป็น ใคร เขาเดินกลับไปนั่งที่โซฟาตามเดิม

“เมฆ...ฝนนะ” ฝนคือชื่อเล่นของพรรษา

“ว่าไง” เมฆทักอย่างยินดี...แวบหนึ่งที่ภาพของหญิงสาวคนนั้นผ่านสู่ห้วงความคิด...พรรษาจะรู้ความเป็นไปของหล่อนหรือเปล่านะ...

รู้...น่าจะรู้ในเมื่อทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกัน ทุกวันนี้ก็ยังคบหากันดีอยู่ แต่...เขาจะถามอย่างไร...

“โทรมาบอกข่าวเรื่องเลี้ยงรุ่นต้นเดือนหน้า ว่างหรือเปล่า”

“วันไหน...ไม่บอกว่าวันไหนจะตอบได้ไงว่าว่างไม่ว่าง” เสียงหัวเราะดังมาตามสาย

“เมฆยังเหมือนเดิม”

“คนเดิมก็ต้องเหมือนเดิม” เมฆยังสนุกที่จะเล่นลิ้นกับเพื่อนหญิง

“ไม่ เสมอไปหรอกมั้ง” ปลายสายตอบก่อนจะตามมาด้วยเสียงถอนใจเบาๆ “บางคนก็ไม่เหมือนเดิม...” น้ำเสียงแปร่งราวแฝงนัยบางอย่างจนเมฆรู้สึกแต่จู่ๆ อีกฝ่ายกลับเปลี่ยนเรื่องรวดเร็ว “เมื่อไรจะแต่งงานล่ะ คบกันนานแล้วไม่ใช่เหรอ?”

คำ ถามจู่โจมของเพื่อนทำให้เมฆอ้ำอึ้ง...ก่อนหน้านี้เขากับอิงฤทัยเคยพูดคุยกัน เรื่องแต่งงานอยู่เหมือนกันแม้จะไม่มีคำตอบแน่ชัด แต่ก็แน่นอนว่าเขากับหล่อนจะแต่งงานกัน ทว่าคำถามของพรรษากลับทำให้เขารู้สึกเหมือนยืนอยู่บนเรือที่โคลงเคลงจวนล่ม

“ก็...คุยๆ กันอยู่” เมฆมิได้รู้ตัวหรอกว่าคน ‘ไว’ อย่างพรรษาจับน้ำเสียงที่เจื่อนไปได้ถนัด กระนั้นหล่อนก็ทำไม่รู้ไม่ชี้เมื่อบอก

“แต่งเมื่อไรบอกกันมั่งนะเมฆ”

“เออ...น่า...ไม่บอกได้เหรอ เสียดายแย่...ตั้งหนึ่งซองเลยนะ”

“แหม๊...” พรรษาอุทานเสียงสูง “งกนักล่ะก็ ส่งมาสองเลยก็ได้...การ์ดเชิญนั่นน่ะ”

“จะเอาไปทำไมสองซอง” เขาถามด้วยสงสัย อีกฝ่ายตอบเหมือนลืมตัว

“ก็ เอาไปให้...” ปลายสายชะงัก ถ้าหูไม่ฝาดเมฆรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงคล้ายพรรษาร้องโอย หากแค่นั้นหัวใจเขาก็กระตุกวาบเมื่อตระหนัก...ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน

พรรษากับโปรดปราน!

ถ้อยคำถามมากมายวิ่งมาอยู่ที่ริมฝีปาก

“เอ่อ...เดี๋ยวรู้วันที่เมื่อไรฝนโทรมาบอกอีกทีแล้วกัน” พรรษาตัดบทและวางสายทันที

เมฆ ยังคงถือหูโทรศัพท์ค้าง...หัวใจของเขาไม่ผิดกับใบไม้ต้องลม...แกว่งไกวจน ขั้วแทบจะปลิดปลิว กระนั้นเขาก็พยายามอย่างยากลำบากที่จะยึดเหนี่ยวกิ่งไม้ของตัวเองไว้อย่าง แน่นเหนียว สุดท้ายเมฆระบายลมหายใจออกมายืดยาว วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะก่อนหยัดกายขึ้นยืนสายตาแลตรงไปยังชั้นโปร่งวางติดผนัง ฝั่งตรงข้าม บนชั้นมีหนังสือ แผ่นซีดีเพลง และกล่องใส่ของขนาดต่างๆ วางอยู่เต็ม เขาลุกขึ้นก้าวยาวๆ สองสามก้าวก็ไปถึงชั้น มองไล่ไปเรื่อยๆ แล้วก็หยุดที่กล่องสีเบจขนาดกลางวางอยู่ชั้นล่างสุด หยิบมันออกมาแล้วก็เดินกลับไปที่โซฟา

เมื่อ เปิดฝาออกก็พบรูปถ่ายจำนวนมากอัดแน่นแทบล้นกล่อง เมฆหยิบรูปทั้งหมดออกมาวางกลางโต๊ะ มันกระจัดกระจายจนเต็มพื้นที่ทั้งหมด...เป็นรูปถ่ายตั้งแต่สมัยเรียน มหาวิทยาลัย มือใหญ่แข็งแรงเลื่อนรูปไปมาเหมือนมองหาอะไรสักอย่าง และแล้วเขาก็เจอ...

รูป ถ่ายเพียงไม่กี่รูปของโปรดปรานที่เขามี รูปแรกเป็นรูปที่เพื่อนในคณะถ่ายให้...น่าจะเป็นรูปคู่รูปเดียวระหว่างเขา กับหล่อนกระมัง อีกสองสามรูปเป็นรูปที่มีเพื่อนคนอื่นถ่ายร่วมด้วย รูปสุดท้าย...รูปถ่ายเดี่ยวของโปรดปราน เมฆหยิบมันขึ้นมา...มองนิ่ง สายตาของคนในรูปมองสบตาเขามีรอยระริกอย่างคนที่มีความสุขเต็มที่ รอยยิ้มกว้างเห็นฟันขาวราวไข่มุกเรียงราย รูปนี้โปรดปรานเป็นคนให้เขาไว้เอง ชายหนุ่มจำได้หล่อนบอกกับเขาว่า...

‘เผื่อวันหนึ่งเมฆดูแล้วจำได้ว่าเคย...รู้จักกัน’ ...หล่อนใช้คำว่า ‘รู้จัก’ แทนคำว่า ‘คบกัน’

ตอน นั้นเมฆสะกิดใจอย่างประหลาดกับคำพูดนั้นแต่ก็ปัดมันออกไปและแทนที่ด้วยความ หงุดหงิดโกรธเคือง...หล่อนยังจะต้องการอะไรอีกในเมื่อทุกคนที่รู้จักทั้งสอง คนต่างก็รับรู้ถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เท่านั้นยังไม่พออีกหรือ ทว่าหลังจากนั้นไม่นานเขาก็รู้...โปรดปรานบอกเลิกกับเขาหลังจากนั้นไม่นาน นัก และรูปนี้ก็ถูกเก็บอยู่ก้นกล่องใบนี้นับแต่บัดนั้น



พรรษา ยิ้มอย่างพอใจเมื่อกดปุ่มวางสาย เหลือบตาขึ้นมองคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามครั้นเห็นแววต่อว่าจากดวงตาทั้งคู่แล้ว จึงยิ้มเจื่อน เอื้อมไปเลื่อนจานขนมเค้กให้อย่างเอาใจ

“เค้กมอคค่าอัลมอนด์ฟัดจ์ของโปรดเนี่ยกินให้หมดเลยนะจ๊ะ”

“ไม่ ต้องมาทำเป็นเอาใจเลยย่ะ ตะกี้พูดอย่างนั้นทำไม แกก็รู้...เค้าเกลียดขี้หน้าชั้นจะตาย ชั้นเองก็ไม่ได้อยากเจอเค้าเท่าไรนักหรอก” ประโยคสุดท้ายคนพูดพูดจบก็เบนสายตาไปมองสนามกว้างนอกหน้าต่างเป็นการตัด โอกาสอีกฝ่ายมิให้อ่านความรู้สึกตน

พรรษา และโปรดปรานนัดเจอกันที่ร้านเบเกอรี่ริมถนนสาทร ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากคอนโดมิเนียมของโปรดปรานนัก ร้านแห่งนี้เพิ่งเปิดได้ไม่นานแต่ก็มีลูกค้าไม่น้อย สังเกตได้จากโต๊ะที่แทบไม่เคยว่าง

“เกลียด? ให้มันจริงเถอะ...” พรรษาเก็บประโยคที่เหลือไว้ในใจ... ‘กลัวจะเป็นอย่างอื่นน่ะสิ’

หาก จะว่าไป...เรื่องของคนคู่นี้เกิดขึ้นก็เพราะหล่อน ถ้าโปรดปรานไม่ใช่เพื่อนหล่อนและพรรษาไม่ได้เรียนคณะเดียวกับเมฆ คนคู่นี้ก็คงไม่รู้จักกัน แล้วก็หล่อนอีกนั่นแหละ...ที่แนะนำ ‘ตัวแปร’ ให้โปรดปราน พรรษายังเชื่ออยู่เสมอว่าความคลุมเครือระหว่างเมฆและโปรดปรานเกิดขึ้นก็ เพราะแท้จริงแล้วทั้งคู่ยังคงมีเยื่อใยต่อกัน หากทิฐิทำให้ต่างก็แสดงออกในทางตรงกันข้าม ยิ่งตอนนี้ที่ฝ่ายชายมีคนรักใหม่แล้วก็ยิ่งทำให้เส้นทางของคนคู่นี้ห่างกัน ออกไปอีก

แต่พรรษาคิดว่าตนมองคู่นี้ออก

ทุก ครั้งที่เจอเมฆ เขาไม่เคยปริปากถามถึงโปรดปรานแม้แต่คำเดียวกระนั้นพรรษาก็อ่านคำถามในสายตา เขาออก หล่อนจึงมักเปรยถึงเพื่อนเสมอ และทุกครั้งจะได้รับคำตอบเป็นอาการเฉยชาของเมฆ ถ้าไม่รักไม่ชอบไม่คิดอะไรต่อกันแล้ว เหตุใดเมฆถึงต้อง ‘สะเทือน’ ทุกครั้งที่เอ่ยถึงโปรดปรานเล่า คนที่เป็น ‘ตัวแปร’ ซะอีกที่ไต่ถามถึงเพื่อนของหล่อนได้อย่างเปิดเผย

ส่วนโปรดปรานน่ะเหรอ...ความคิดของพรรษาสะดุดเมื่อโปรดปรานตอบช้าๆ

“เรื่องมันจบไปนานแล้ว อย่าไปรื้อฟื้นมันขึ้นมาดีกว่าฝน”

พรรษาสบตาคนเป็นเพื่อน พยักหน้ารับหากในใจกลับค้าน...โปรดก็เป็นเสียอย่างนี้...



‘ให้มันจริงเถอะ...’

คำ พูดของพรรษาประโยคนั้นยังก้องอยู่ในโสตของหญิงสาวมาจนถึงบัดนี้ โปรดปรานบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร ดีใจหรือ...ไม่หรอก หล่อนจะดีใจทำไมในเมื่อประโยคนั้นมันไม่มีความหมายอะไร ผู้ชายคนนั้นออกจากชีวิตหล่อนไปแล้วและก็คงไม่มีวันกลับมาอีก คำถามหนึ่งที่เขาเคยถามหล่อนย้อนคืนมา...

‘อยาก รู้ไหมว่าใช้อะไรถึงจะจับก้อนเมฆไว้ได้’ หล่อนเงยหน้ามองฟ้าในค่ำคืนนี้ที่มีก้อนเมฆเบาเหมือนสำลีฟูฟ่องลอยอยู่ โปรดปรานหาคำตอบให้กับคำถามนั้นอยู่นาน...นานจนกระทั่งเวลาเป็นผู้ให้คำตอบ กับหล่อน...

...ไม่มีอะไรจับเมฆได้หรอก...

...หรือถ้ามี...ก็คงไม่ใช่โปรดปรานคนนี้...

แต่เป็นผู้หญิงคนนั้น!

เสียง โทรศัพท์มือถือดังขึ้นขัดความคิด หญิงสาวผละจากระเบียงเดินเข้าห้องตรงไปยังโต๊ะทานข้าวที่วางโทรศัพท์มือถือ ทิ้งเอาไว้ ชื่ออันคุ้นเคยทำให้เกิดรอยยิ้มอ่อนบางบนใบหน้าของโปรดปราน

“พี่เปรม”

“นึกว่าลืมเสียแล้วว่ามีพี่ชายกะเค้าอยู่คน” เสียงตัดพ้อไม่จริงจังทำให้คนฟังยิ้มกว้างมากขึ้น

“ใครจะไปลืมพี่ชายตัวเองลงล่ะค้า...”

“ไม่ ลืมแล้วทำไมไปถึงโน่นไม่โทรรายงานตัว รู้ไหมป้าเราเค้าเป็นห่วงขนาดไหน หลานสาวสุดที่รักหายเงียบไปอย่างนี้ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยเชียว ...โอ๊ย...” เสียงโอดโอยในตอนท้ายนั้นทำให้โปรดปรานรู้ว่าคุณปิ่นมณีหรือป้าปิ่นอยู่ ใกล้ๆ และคงรอฟังข่าวหล่อนอยู่ด้วยความกระวนกระวาย ป้าปิ่นเป็นพี่สาวของมารดาและเป็นผู้ที่เลี้ยงโปรดปรานมาตั้งแต่เล็ก

“โปรดขอโทษ...” หล่อนลากเสียงยาวน้ำเสียงมีรอยสำนึกผิดจริงๆ “มัวแต่ยุ่งๆ ก็เลยลืม”

“จะให้พี่บอกไหม...ว่าหลานสาวสุดที่รักลืมโทรหาคุณป้า” โปรดปรานค้อนกับลมตรงหน้าเอ่ยเสียงกระเง้ากระงอดเล็กน้อย

“พี่เปรมพูดซะดังขนาดนั้นป้าปิ่นได้ยินแล้วล่ะค่ะ”

เสียง หัวเราะชอบใจดังมาจากปลายสาย โปรดปรานยิ้มพลางนึกดีใจที่พี่ชายโทรศัพท์มาหาเหลือเกิน อย่างน้อยก็ทำให้หล่อนก้าวออกห่างจากประตูที่เปิดไปสู่อดีตมาได้อีกหลายก้าว หล่อนไม่ควรเปิดประตูบานนั้นอีก ปิดมันให้สนิทอย่างที่ทำมาเก้าปีก็ดีอยู่แล้ว

เรื่องที่ผ่านมาแล้ว...ก็ปล่อยให้มันเลยผ่านไปดีกว่า จะรื้อฟื้นมันกลับขึ้นมาอีกทำไม...


โปรดติดตามตอนต่อไป...



หากผู้ใดกระทำการคัดลอกเพื่อนำไปโพสในบล็อกหรือตามเวบอื่นโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษปรับตามกฎหมายตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือ หากนำเรื่องไปเสนอต่อสำนักพิมพ์ ถือเป็นการเสนอขาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. กฎหมายลิขสิทธิ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น