webboard blog Image Map

สายลมรักกลางฤดูเหงา บทที่ ๖




บทที่ ๖

แสงไฟบนหน้าจอโทรศัพท์ยังคงสว่างเรืองอยู่อีกครู่ก่อนจะดับลงแต่ผู้เป็นเจ้า ของยังมิได้ละสายตาไปจากมัน อาการรีบร้อนวางสายของคนรักทำให้หญิงสาวผิดสังเกต...น่าแปลกที่หัวใจกลับไม่ ร้อนรุ่มเหมือนเคย ว่ากันตามจริงแล้วนับแต่กลับมาอิงฤทัยก็ละเรื่องราวขุ่นข้องที่เกิดขึ้นก่อน จะกลับไปเสียหมดหัวใจ อาจจะเป็นเพราะน้ำหนักความทุกข์ของมันต่างกันลิบลับเมื่อเทียบกับสิ่งที่ ประสบอยู่ ณ ตอนนี้

ทุกครั้งที่เปิดประตูห้องพักผู้ป่วยเข้าไปพบกับร่างกายผ่ายผอมของบิดา นอนอยู่บนเตียง คนเป็นลูกเช่นอิงฤทัยสะเทือนใจเหลือเกิน ครั้งแรกที่มาเยี่ยมหล่อนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร คนป่วยเสียอีกที่กลับต้องมาปลอบหล่อนให้เข้มแข็ง

กระทั่งเมื่อวานนี้เองที่แพทย์เชิญหล่อนกับมารดาไปพบ...เพื่อบอกข่าวร้าย

ใช่...ยังมีเรื่องอื่นที่ร้ายยิ่งกว่าการที่ได้รู้ว่าบิดาเป็นมะเร็ง!

คิดมาถึงตรงนี้ดวงตาหล่อนก็รื้นจนต้องกะพริบตาเพื่อไล่หยาดน้ำที่กำลังจะ เอ่อให้ไหลกลับเข้าไปข้างในอย่างยากลำบาก แถมก้อนแข็งๆ ดันแล่นขึ้นมาจุกตรงคอหอยเสียอีก อิงฤทัยรีบผลักประตูกระจกเข้าไปในอาคาร กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมกลิ่นยาจึงปะทะใบหน้าเข้าอย่างจัง แม้จะเริ่มคุ้นเคยแต่หล่อนก็ไม่เคยนึกชอบกลิ่นนี้แม้แต่น้อยเพราะมันตอกย้ำ ให้นึกถึงแต่ความเจ็บป่วย

หญิงสาวกวาดสายตามองหาป้ายบอกทางไปห้องน้ำอยากสำรวจความเรียบร้อยของหน้า ตาตนเองก่อนที่จะขึ้นไปพบบิดาบนห้องพักผู้ป่วย เพราะถึงจะยิ้มได้ไม่เต็มหัวใจแต่หล่อนก็ไม่อยากให้หน้าตาตนเองกรำโศกเสียจน คนป่วยออกปากทัก

แพทย์บอกให้หล่อนกับมารดารู้ว่าบิดาเหลือเวลาไม่เกินหกเดือน!

หกเดือน...แค่หกเดือนเท่านั้นเอง...มันเป็นเรื่องที่เกินกว่าใจจะรับไหว มารดาของหล่อนร้องไห้จนเป็นลมไม่รู้กี่รอบข้าวปลาก็ไม่ยอมกิน เพียงวันเดียวที่รับรู้ข่าวร้ายนี้แม่ถึงกับล้มหมอนหนอนเสื่อไปอีกคน อิงฤทัยจำต้องเข้มแข็งเพื่อเป็นหลักให้มารดาทั้งที่หล่อนเองก็ทำใจรับข่าว ร้ายไม่ทันเช่นกัน

นั่นเองเป็นต้นเหตุทำให้อิงฤทัยเกิดความคิดบางอย่างขึ้น เพียงแต่ยังลังเลที่จะตัดสินใจและอยากจะปรึกษากับเมฆดูเสียก่อน เพราะสิ่งที่คิดนั้นจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตหล่อนอย่างมากและมีผล กระทบไม่น้อยกับความสัมพันธ์ระหว่างหล่อนกับเมฆ

แต่ตอนนี้หญิงสาวคิดว่าตัดสินใจได้แล้ว

หล่อนจะลาออกจากงาน!

เมฆจะว่าอย่างไรก็ช่างเถิด อิงฤทัยอยากจะชดเชยในสิ่งที่ตนเองละเลยมาโดยตลอด นับแต่คบกับเมฆอิงฤทัยก็ผูกชีวิตตัวเองไว้กับเขาจนลืมเลือนไปว่านอกจากเขา แล้ว...ยังมีพ่อมีแม่ที่รักและรอคอยให้หล่อนกลับมาหา...กลับมาเยี่ยม ทั้งที่กรุงเทพฯ กับชลบุรีก็ไม่ได้ไกลกันสักเท่าไรแต่หล่อนกลับมาเยี่ยมบ้านมาหาพ่อกับแม่แทบ จะนับครั้งได้

หญิงสาวไม่แน่ใจว่ามาคิดได้ตอนนี้จะช้าไปหรือไม่แต่หล่อนก็เชื่อว่า...ถึงจะช้าก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย...

ในห้องน้ำมีคนเพียงไม่กี่คนอิงฤทัยเดินไปหยุดยืนหน้าอ่างน้ำ ไขก๊อกรองน้ำให้มือเปียกแล้วจึงแตะเบาๆ ที่หัวตาเรื่อยมาถึงแก้มและสุดท้ายที่หน้าผาก วันนี้หล่อนแต่งหน้าบางทั้งไม่ได้ปัดมาสคาร่าจึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีคราบอัน ไม่น่าดู สำรวจหน้าตัวเองในกระจกจนแน่ใจแล้วจึงซับด้วยกระดาษทิชชู่ที่มีติดกระเป๋า ไว้เสมอ เสร็จเรียบร้อยแล้วหล่อนก็ออกจากห้องน้ำมุ่งสู่โถงลิฟต์

เหลืออีกสิบกว่าก้าวก็จะถึงหน้าลิฟต์อยู่แล้ว แต่ที่สายตาเห็นนั่นก็คือประตูลิฟต์ที่เพิ่งเปิดและมีชายหนุ่มร่างสูงก้าว เข้าไปกำลังจะเลื่อนปิด อิงฤทัยรีบวิ่งหมายไปให้ทัน ปากก็ร้องบอกคนที่อยู่ในนั้น

“รอด้วยค่ะ...รอด้วย” คนในลิฟต์คงได้ยิน หล่อนจึงเห็นประตูลิฟต์เปิดออกอีกครั้ง ข้างในมีผู้ชายที่หล่อนเห็นยืนอยู่คนเดียวเท่านั้น เขากดปุ่มค้างไว้รอกระทั่งหล่อนเข้ามายืนข้างในแล้วจึงปล่อยมือ หันมาถาม

“ชั้นไหนครับ”

“ขอบคุณ...” หล่อนกระหืดกระหอบเอ่ยคำก่อนบอกเบอร์ชั้น “ชั้นแปดค่ะ”

ฝ่ายนั้นกดตรงปุ่มที่มีเลขแปด ไฟสีเขียวเรืองแสงออกมาจากตัวเลขหลังจากที่เขากด อิงฤทัยยิ้มให้พลางกล่าวขอบคุณอีกครั้ง ฝ่ายนั้นส่งยิ้มกลับมาให้ แวบหนึ่ง...หญิงสาวรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้น่าจะเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี ...ดีกว่าแฟนหล่อนละกัน

เมฆเป็นผู้ชายเก็บปากเก็บคำ...เก็บความรู้สึกจนทำให้บางครั้งเหมือนเป็น คนที่ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ แถมยังเป็นคนยิ้มยาก เขาไม่เคยยิ้มให้คนที่ไม่รู้จักไม่สนิทสนม คนที่ไม่รู้จักเขาจึงมักคิดว่าเขาหยิ่งยโส มีแต่คนสนิทเท่านั้นที่จะรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น อิงฤทัยอยู่กับเขาได้เพราะเดาใจเขาถูก

ใช่...หล่อนเดา เพราะอ่านใจเขาไม่ออก!

แต่ก็เดาถูกทุกครั้ง...เดาถูกจนเหมือนอ่านใจเขาออก

อิงฤทัยหยุดความคิดเมื่อรู้สึกว่าคนที่ยืนอยู่ในลิฟต์ตัวเดียวกันยังไม่ ละสายตาไปจากหล่อน ถึงจะไม่ใช่คนขี้อายแต่เวลาถูกมองจริงๆ จังๆ เช่นนี้ก็ทำให้ประหม่าได้เหมือนกันขนาดหล่อนทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ก็ยัง ยืนไม่ติด ในที่สุดเมื่อหมดความอดทน หญิงสาวก็หันไปถาม...เสียงเย็น...เอาเรื่องเต็มที่

“มีอะไรหรือเปล่าคะ?”

ฝ่ายนั้นยังคงยิ้มเหมือนเดิม “มีครับ”

คำตอบของเขาเล่นเอาอิงฤทัยขยับเท้าก้าวถอยหลัง...นึกไม่ถึงว่าเขาจะกล้าตอบเช่นนั้น

“มีเศษกระดาษขาวๆ ติดอยู่ตรงใต้ตาคุณน่ะครับ”

หญิงสาวรู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้า ยกมือขึ้นปัดใต้ตาทั้งที่ไม่รู้ว่าข้างไหน เขาอีกนั่นแหละ...ที่ช่วยบอกว่าเศษกระดาษที่น่าจะเป็นทิชชู่ติดอยู่ใต้ตา ด้านซ้าย ไม่ใช่ด้านขวาอย่างที่หล่อนกำลังเอามือปัดอยู่

“ออกแล้วครับ” เขาบอกพลางยิ้มกว้างเห็นฟันเรียงสวย เมื่อยิ้ม...ยิ่งทำให้ใบหน้าเขาน่าดู

“ขอบคุณค่ะ” คำขอบคุณคราวนี้เบาหวิว...อิงฤทัยอยากให้ถึงชั้นแปดเร็วๆ หล่อนอยากไปให้พ้นจากตรงนี้เหลือเกิน ขืนอยู่นานกว่านี้ใบหน้าที่แตกยับเยินของหล่อนอาจจะร่วงกราวเสียในวินาทีใด วินาทีหนึ่ง ดีเท่าไรแล้วที่หล่อนไม่ใช่พวกปากไว ไม่อย่างนั้นป่านนี้คงได้ด่าเขาและทำให้ตัวเองอับอายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่นี่ อีกหลายสิบเท่าแน่นอน เมื่อประตูเปิดอิงฤทัยก้าวฉับๆ ด้วยความรวดเร็วไม่หันมามองข้างหลังแม้แต่น้อย



สายตาของชายหนุ่มมองตามร่างหญิงสาวจนกระทั่งบานประตูเลื่อนปิด เขาอมยิ้มน้อยๆ เมื่อนึกถึงใบหน้าแดงเรื่อเมื่อครู่ หล่อนคงเสียหน้าถึงรีบจ้ำอ้าวจากไป เขาไม่ได้ตั้งใจให้หล่อนรู้สึกอย่างนั้นสักนิด แต่คงต้องรู้สึกผิดแน่ๆ หากปล่อยคนสวยน่ารักเดินจากไปพร้อมกับเศษกระดาษติดใต้ตาอัคนีหัวเราะในลำคอ ก่อนจะส่ายหน้ากับตัวเอง...หวังดีกลายเป็นร้ายเสียนี่

เมื่อลิฟต์เปิดเขามองลูกศรที่ชี้บอกทางก่อนจะเลี้ยวไปทางซ้ายมือซึ่งเป็น ที่ตั้งของห้องพักผู้ป่วยอันเป็นจุดหมาย คนที่อัคนีมาเยี่ยมไม่ใช่ใครอื่นแต่คือมารดาของเขานั่นเอง เมื่อคืนขณะนั่งหน้าห้องผ่าตัดในโรงพยาบาลอีกแห่ง...รอฟังอาการของลูกน้อง เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากชลบุรีแจ้งว่ามารดาป่วยถึงกับต้องพาส่งโรงพยาบาล ช่วงเวลานั้นอัคนีเหมือนตกอยู่ในกองไฟ ร้อนรุ่มจนอยู่ไม่ติด ห่วงแม่ก็ห่วงแต่ก็ทิ้งลูกน้องไม่ได้ เขาโทรศัพท์ถามอาการแม่ตลอดเวลาจนได้รับคำยืนยันว่าแม่ไม่เป็นอะไรมากจึงวาง ใจและผ่อนคลายความตึงเครียดลง

โชคดีที่อาการของลูกน้องปลอดภัยแล้วเขาจึงปลีกตัวมาดูแลมารดาได้ แต่กว่าจะออกจากโรงพยาบาลขับรถกลับบ้านอาบน้ำแต่งตัวแล้วขับกลับชลบุรีก็จวน เจียนจะเย็นแล้ว

อัคนีเคาะประตูห้องพักผู้ป่วยสองสามครั้งเป็นสัญญาณบอกคนที่อยู่ข้างใน ก่อนจะเปิดประตู คุณอัญชลี...มารดาของเขายิ้มกว้างทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร สีหน้าท่าทางของท่านดูไม่เหมือนคนป่วยแม้แต่น้อยจนคนเป็นลูกหยอก

“แม่ไม่สบายจริงๆ เหรอครับ?” ชายหนุ่มเดินมาเกาะข้างเตียงคนป่วย

“อ้าว! ตาอั๋น...จริงสิ!” คุณอัญชลียังมีแรงตีแขนคนพูดเบาๆ “เราคิดว่าอยู่ดีๆ แม่นึกอยากมานอนเล่นที่นี่หรือไง”

“ก็ดูหน้าตาแม่สดชื่นผิดจากคนที่เพิ่งท้องเสียขนาดหนักเพราะอาหารเป็นพิษนี่ครับ” คนที่นอนบนเตียงตวัดสายตาเป็นเชิงค้อน

“แหม...ก็อยู่ที่นี่จะให้แม่ทำอะไรล่ะนอกจากนอน”

อัคนีหัวเราะในลำคอพลางเหลียวมองรอบห้องก่อนหันไปถาม “แม่นอนคนเดียวเหรอ?”

ผู้เป็นมารดาพยักหน้าแต่พอเห็นท่าทางของคนเป็นลูกจึงรีบเอ่ยต่อ “แม่ไล่กลับเองจ๊ะ อยู่ที่นี่ก็มีพยาบาลเข้าออกมาดูแลตลอดเวลา ไม่ต้องให้ใครมานอนเฝ้าหรอก อีกอย่าง...” คุณอัญชลีลดเสียงเกือบเป็นกระซิบ ดวงตาพราวเมื่อเอ่ย “แม่ไม่กลัวผีจ๊ะ”

คนฟังหัวเราะลั่น...ก็ลองผีมาหลอกสิ คุณอัญชลีได้จับมาถามเลขเด็ดแน่...

“แล้วนี่หมอบอกหรือยังครับว่าแม่จะออกจากโรงพยาบาลได้วันไหน”

“เห็นหมอเค้าบอกจะดูอาการวันพรุ่งนี้อีกวัน ถ้าไม่มีอะไรก็น่าจะกลับบ้านได้ ลูกน้องเราล่ะเป็นยังไงบ้าง แล้วนี่เรื่องมันเป็นยังไงมายังไงฮึ...เล่าให้แม่ฟังสิ”

คนเป็นลูกถอนใจก่อนจะเล่าเหตุการณ์ที่ได้รับฟังมาจากลูกน้องในร้านอีกทอดหนึ่งก่อนสรุปสั้นๆ

“เพราะเหล้าตัวเดียว”

“นั่นน่ะสิ พอเหล้าเข้าปากแล้วใจมันฮึกเหิม เห็นหมูตัวเท่าช้าง”

“เอ๊ะ! ไม่ใช่เห็นช้างตัวเท่าหมูเหรอแม่” อัคนีท้วง...กระบวนการแปลงสำนวนไม่มีใครเกินมารดาเขาเลย...

“เออๆ นั่นล่ะ จะหมูเท่าช้างหรือช้างเท่าหมูมันก็เหมือนกันแหละ เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ดีเท่าไรที่ลูกน้องเราไม่ตาย เด็กนั่นไม่กลายเป็นผู้ร้ายฆ่าคน...สงสารก็แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่ อุตส่าห์ส่งเสียเงินทองให้ลูกร่ำเรียนดีๆ แต่ลูกกลับไม่รักดีริอยากเป็นนักเลง...เฮ้อ...” คนพูดถอนใจพลางส่ายหน้า นึกดีใจที่ตนโชคดีมีลูกชายรักดี “อืม...อั๋น แม่จะวานเราไปเยี่ยมเพื่อนสักหน่อย เขาป่วยอยู่ที่นี่เหมือนกัน”

“ใครครับแม่?”

“สามีคุณอุบลจ๊ะ แม่ได้ข่าวว่าเข้าโรงพยาบาลมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ จนป่านนี้ก็ยังไม่ออก” อัคนีพยักหน้าแต่ยังนึกไม่ออกว่าคนที่มารดาพูดถึงนั้นเป็นใคร

“เขาเป็นอะไรครับ?”

“มะเร็ง”

คนฟังเลิกคิ้ว คำตอบของมารดาทำให้นึกเห็นใจคนในครอบครัวนั้นเหลือเกิน

“ได้สิ แม่จะให้ผมไปเมื่อไร”

“วันนี้ ตอนนี้เลยก็ได้ลูก เดี๋ยวแวะลงไปซื้อดอกไม้เยี่ยมเค้าสักหน่อยละกัน แม่เห็นมีร้านดอกไม้อยู่ที่ชั้นล่าง”

“ครับ แม่รอก่อนนะ เดี๋ยวผมมา” พูดจบเจ้าตัวก็ทำท่าจะผละไปทันทีจนคนที่นอนบนเตียงร้องเรียก

“รีบไปนี่รู้หรือยังว่าเขาพักห้องไหน?” อัคนีชะงักเท้าหันมายิ้มเจื่อนก่อนส่ายหน้า “ชั้นแปด ห้อง ๘๒๔ จ๊ะ”

ชั้นแปด! อดไม่ได้ที่จะหวนคิดกระหวัดถึงหญิงสาวที่เพิ่งเจอ หล่อนไปที่ชั้นแปดเหมือนกัน...คงไม่บังเอิญเจอกันอีกนะ อัคนีพยักหน้าก่อนจะเปิดประตูออกไป เขาลงไปชั้นล่างเพื่อไปซื้อดอกไม้เยี่ยมไข้ก่อนเป็นอันดับแรก

ร้านดอกไม้ที่มารดาว่าอยู่ติดมุมหน้าทางเข้าคาเฟทีเรียของโรงพยาบาล จะเรียกว่าเป็นร้านก็ไม่ถูกนักเพราะไม่มีห้องหับเป็นสัดส่วน ขอบเขตของร้านถูกกำหนดด้วยเคาน์เตอร์ด้านหน้าซึ่งมีไว้สำหรับลูกค้าสั่ง เลือกแบบและสั่งสินค้า กับด้านที่ติดกับประตูทางเข้าคาเฟทีเรียเป็นชั้นลดหลั่นกันวางกระป๋องอลูมิ เนียมเรียงรายเต็มทุกชั้น แต่ละกระป๋องใส่ดอกไม้หลายสีหลากพันธุ์ ส่วนมุมในวางตู้แช่ขนาดใหญ่สำหรับดอกไม้นอกราคาแพงโดยเฉพาะ ตรงเคาน์เตอร์ด้านหน้า...ใครคนหนึ่งกำลังยืนสั่งดอกไม้อยู่ เพียงเห็นไกลๆ รอยยิ้มก็ผุดตรงริมฝีปาก

อัคนีเร่งฝีเท้า เมื่อยืนประชิดจึงทักถามอย่างคนมีอัธยาศัย

“มาซื้อดอกไม้เยี่ยมไข้เหมือนกันเหรอครับ?”

คนที่กำลังจะเดินไปเลือกดอกไม้ตรงชั้นสะดุ้งเล็กน้อยก่อนหันขวับมา ครั้นเห็นว่าเป็นใครก็ชักสีหน้าอย่างหงุดหงิดใจ ตอบอย่างแกนๆ

“เปล่า” ครั้นสบสายตาของคนถาม แววจริงใจในดวงตาคู่นั้นของเขาทำให้หล่อนรู้สึกผิด...หล่อนไม่ควรแปรความ หวังดีของเขาเป็นอย่างอื่น น้ำเสียงในประโยคต่อมาจึงเป็นมิตรมากขึ้น “ซื้อไปให้ประดับห้องให้พ่อค่ะ”

“อ๋อ...ครับ แม่ผมก็ป่วยอยู่ที่นี่เหมือนกัน...อาหารเป็นพิษ”

รอยยิ้มบนดวงหน้าเรียวแลดูเศร้าจนน่าใจหายเมื่อเอ่ยถ้อยคำต่อมา

“พ่อฉันเป็นมะเร็งค่ะ”

คนฟังอึ้ง ยิ้มเจื่อนพอกับน้ำเสียง “ผม...ขอโทษ...”

อิงฤทัยยิ้มอ่อนๆ ให้ชายหนุ่มที่เพิ่งเจอ...หล่อนไม่ได้ติดใสถือสาอะไรกับคำถามของเขาหรอก ...ก็เขาไม่รู้ หล่อนถามกลับเพื่อเปลี่ยนเรื่อง “มาซื้อดอกไม้เหรอคะ?”

“ครับ ซื้อเยี่ยมไข้เพื่อนแม่”

หญิงสาวเกือบจะหลุดปากถามแล้วว่าแม่ของเขาหรือว่าเพื่อนแม่กันแน่ที่นอน ป่วยอยู่ที่ หากยั้งไว้ทัน...มันไม่ใช่กงการอะไรของหล่อน จะอยากรู้ไปทำไม...เสียงห้าวทุ้มของอีกฝ่ายช่วยหยุดความอยากรู้อยากเห็นของ หล่อนอีกทาง...

“ดอกลิลลี่นั่นก็สวยดีนะคุณ แต่ไม่รู้ว่าพ่อคุณจะชอบกลิ่นมันหรือเปล่า...” คนพูดย่นจมูกทำเหมือนได้กลิ่นของมันทั้งที่ดอกลิลลี่ที่ว่าอยู่ในตู้แช่ “บางคนว่ามันฉุนน่ะ”

“ขอบคุณค่ะ แต่ฉันสั่งไปแล้วล่ะ รอเค้าจัดช่อให้อยู่” หล่อนบอก

“อ๋อ...ครับ” อัคนีพยักหน้าพลางยิ้มจืดๆ ก่อนแก้เก้อด้วยการหันไปสั่งกับพนักงานที่ยืนรอ “จัดกระเช้าให้ผมหน่อยครับ ดอกไม้หลักขอเป็นลิลลี่สีชมพู ที่เหลือตามใจคุณเลยครับว่าจะจัดยังไง”

พนักงานร้านดอกไม้รับคำ จากนั้นก็หันไปง่วนกับการจัดดอกไม้ตามออร์เดอร์ ร้านเล็กๆ แห่งนี้มีพนักงานสองคน คนหนึ่งคือคนที่รับออร์เดอร์จากอัคนี ส่วนอีกคนกำลังจัดแจกันดอกทานตะวันสีเหลืองสดอย่างขะมักเขม้น ชายหนุ่มเดาว่าแจกันใบนั้นคงเป็นของหญิงสาวที่ยืนข้างเขา

“แจกันดอกทานตะวันนั่นของคุณสิครับ”

“ค่ะ...ใช่”

“สดใสดีนะครับ ผมว่ามันเป็นดอกไม้ที่เรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ คุณเคยไปเห็นทุ่งดอกทานตะวันหรือเปล่า...สวยมาก เสียอย่างเดียวว่ามันร้อน...ชมไปชมมาพานจะเป็นลมได้ง่ายๆ”

“อย่างคุณเนี่ยเหรอคะ...เป็นลม” ครั้นเห็นอีกฝ่ายหันมาเลิกคิ้วถาม จึงพูดใหม่ “ฉันหมายถึง...ผู้ชายเค้าเป็นลมกันด้วยเหรอ?”

“ผู้ชายก็คนเหมือนกัน...เป็นลมได้เหมือนกันนะคุณ แต่ที่ผมพูด...ผมหมายถึงผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างคุณนั่นแหละ”

อิงฤทัยกำลังจะโต้กลับว่าหล่อนมิได้อ่อนแออย่างที่เขาคิด แต่คนที่จัดดอกไม้ให้หล่อนยกแจกันดอกทานตะวันที่จัดเสร็จเรียบร้อยมาวางตรง เคาน์เตอร์ หล่อนจึงตัดใสเดินไปจ่ายค่าดอกไม้และคิดว่าจะกลับขึ้นชั้นแปดเสียเลย กำลังเปิดกระเป๋าหยิบสตางค์ออกมา โทรศัพท์ของหล่อนก็กรีดเสียงเพลงคุ้นใจ...เมฆโทรมา

หญิงสาวรับสายแล้วใช้ซอกไหล่หนีบโทรศัพท์แนบกับใบหูขณะยื่นเงินค่าดอกไม้ ให้พนักงานที่รออยู่ อัคนีไม่อยากเสียมารยาทจึงเดินห่างออกมาดูดอกไม้ไปตามเรื่อง กระนั้นเสียงคุยก็ยังแว่วมาให้ได้ยินทั้งที่ไม่ตั้งใจแอบฟัง

“ค่ะ...ไม่เป็นไร อิงเข้าใจ อิงแค่จะโทรไปคุยเฉยๆ ไม่ได้โทรหาเป็นอาทิตย์แล้ว”

อัคนีเห็นหญิงสาวเงียบเสียง ปลายสายคงจะพูดอะไรกระมัง แล้วอีกครู่หล่อนก็ตอบ

“ยังไม่รู้เลยค่ะว่าจะกลับเมื่อไร อาจจะต้องลางานเพิ่ม” อิงฤทัยเก็บอีกประโยคไว้ในใจ...

‘หรือไม่ก็ลาออก’

หล่อนตัดสินใจแน่นอนแล้ว...พรุ่งนี้หล่อนจะโทรไปคุยกับเจ้านายเรื่องลา ออก ถ้าต้องขึ้นกรุงเทพฯ เพื่อไปจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก็ค่อยใช้โอกาสนั้นบอกกับเมฆแล้วกัน

“ขึ้นเหนือเหรอ...เมื่อไร...ไปนานมั้ย?”

กำลังฟังเพลินพนักงานที่รับออร์เดอร์ของอัคนีก็หิ้วตะกร้าดอกลิลลี่สีชมพูมาวางบนเคาน์เตอร์แล้วหันมาเรียก

“คุณคะ...เสร็จแล้วค่ะ” ชายหนุ่มพยักหน้าพลางยิ้มให้ เดินไปที่เคาน์เตอร์จ่ายเงินเสร็จ คนที่คุยโทรศัพท์อยู่ก็วางสายพอดี อัคนีรับกระเช้าดอกไม้ของตนมาถือไว้เรียบร้อยเมื่อหันไปถามคนที่กำลังหย่อน โทรศัพท์ใส่กระเป๋าสะพาย

“ขึ้นเลยหรือเปล่าครับ ผมช่วยมั้ย...กระเช้าผมไม่หนัก อุ้มแจกันให้คุณยังไหว”

“ไม่เป็นไรค่ะ ยังไงฉันก็ต้องถือเองตอนออกจากลิฟต์อยู่ดี” คราวแรกที่เจอกันอิงฤทัยจำได้ว่าตนเองออกจากลิฟต์ก่อน

“ผมต้องไปเยี่ยมเพื่อนแม่ที่ชั้นแปดเหมือนกัน ยังไงผมถือไปส่งให้ที่ห้องก่อนก็ได้”

“แต่...” อิงฤทัยเกรงใจเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายมิได้เดินตัวเปล่า ยังต้องหิ้วกระเช้าดอกไม้ของตัวเองอีก ขืนต้องอุ้มแจกันให้หล่อน คงเดินลำบาก หากฝ่ายนั้นไม่รอให้หล่อนพูดจบ เขาเอื้อมไปคว้าแจกันมาถือไว้เป็นการตัดบท อิงฤทัยจึงต้องกลืนคำปฏิเสธของตนลงคอแล้วเดินตามคนที่ก้าวยาวๆ นำไปก่อน ไม่กี่ก้าวหล่อนก็ตามทันจึงเป็นฝ่ายกดลิฟต์

เมื่อลิฟต์มาถึงหล่อนเดินเข้าไปก่อนเพื่อกดหมายเลขชั้นและกดปุ่มให้ประตู เปิดค้างไว้ รอจนคนตัวสูงที่หอบดอกไม้เต็มมือก้าวตามเข้ามา มีคนอื่นตามเข้ามาอีก ทั้งคู่จึงถอยไปยืนเคียงกันด้านหลัง เมื่อแสงไฟไปหยุดอยู่ที่หมายเลขแปดประตูลิฟต์ก็เปิดออก คนตัวสูงเอ่ยปากขอทางจากคนที่ยืนบังข้างหน้าแล้วก็พากันออกมาจากลิฟต์

“ไปทางไหนครับ” อัคนีเหลียวมาถาม ครั้นหญิงสาวชี้ไปยังป้ายที่เขียนบอกหมายเลขห้อง ๘๑๖-๘๓๐ เขาก็เดินนำไปก่อนถามอีกครั้ง “ห้องหมายเลขอะไรครับ”

“๘๒๔ ค่ะ” พอได้ยินปุ๊บ คนตัวสูงก็หยุดเดินปั๊บหันขวับมา สีหน้าสีตาบ่งบอกว่านึกไม่ถึง

“พ่อคุณเหรอ?”

อิงฤทัยซึ่งยังจับต้นชนปลายไม่ถูกขมวดคิ้วแบบงงๆ

“คะ?” หล่อนจำได้ว่าบอกเขาไปแล้วนี่นาว่าซื้อดอกไม้มาประดับห้องให้พ่อ “ก็พ่อฉันสิคะ เมื่อกี้ฉันบอกคุณไปแล้ว”

อัคนีเพิ่งรู้ตัว เขาปฏิเสธ

“ไม่ๆ ผมไม่หมายถึงพ่อคุณเป็นคนที่แม่ผมให้มาเยี่ยม”

“หือ...” คราวนี้คนที่แปลกใจกลับเป็นอิงฤทัย “แม่ของคุณรู้จักพ่อฉันด้วยเหรอคะ?”

“ที่จริงผมคิดว่าแม่ผมรู้จักแม่คุณมากกว่า...แต่ท่านทราบข่าวว่าพ่อคุณ เข้าโรงพยาบาลก็เลยให้ผมมาเยี่ยมแทนเพราะท่านป่วยอยู่...อาหารเป็นพิษน่ะคุณ ” ท้ายประโยคชายหนุ่มพูดเหมือนติดตลก

อิงฤทัยยืนอึ้งอยู่เป็นครู่ไม่นึกว่าโลกมันจะกลมขนาดนี้ ดีเหลือเกินที่หล่อนไม่ได้ทำกิริยาไม่ดีใส่เขาตอนที่เจอกันครั้งแรก ไม่งั้นตอนนี้หล่อนคงปั้นหน้าไม่ถูกแล้วล่ะ หายแปลกใจทั้งคู่ก็เดินไปยังห้องหมายเลข ๘๒๔ ที่อยู่ช่วงกลางของปีกอาคารด้านนั้น หญิงสาวเคาะห้องก่อนแล้วจึงเปิดประตูเข้าไป ครั้นเห็นแม่นั่งเฝ้าข้างเตียงก็อุทานอย่างแปลกใจเพราะไม่นึกว่าจะมาวันนี้ ...เมื่อคืนแม่ร้องไห้จนเป็นลมไปตั้งหลายครั้ง รุ่งเช้าตื่นมาก็ดูเหมือนจะไม่สบาย

“อ้าว! แม่”

“แม่เสร็จธุระแล้วจ๊ะ เลยรีบมา” คุณอุบลรีบบอกเพราะกลัวลูกสาวจะหลุดคำ...สองแม่ลูกยังเก็บเรื่องที่ทราบจาก แพทย์ประจำตัวไว้มิให้คนป่วยรู้ อีกอย่างเธอไม่อยากให้สามีรู้ว่าเธอกำลังอ่อนแอ

สายตาสองคู่หันไปมองคนที่เดินตามเข้ามาเป็นตาเดียวกัน คำถามปรากฏในแววตา อิงฤทัยจึงบอกกล่าวตามที่เพิ่งรู้จากอีกฝ่าย

“คุณคนนี้มาเยี่ยมพ่อค่ะ เขาบอกว่าแม่เขาเป็นเพื่อนกับแม่” อัคนีวางกระเช้าและแจกันดอกไม้ลงบนโต๊ะสี่เหลี่ยมที่วางชิดฝาผนังด้านหนึ่ง แล้วจึงยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองคน

“เพื่อนแม่?” คุณอุบลอุทานพลางขมวดคิ้วขณะรับไหว้อีกฝ่าย นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าคนที่ยืนตรงหน้าเป็นลูกชายของเพื่อนคนไหน...

“แม่ผมชื่ออัญชลีครับ”

“อ๋อ...คุณอัญชลี”

“พอดีแม่เค้าก็นอนป่วยอยู่ที่นี่เหมือนกันค่ะ”

“คุณอัญชลีป่วยเหรอจ๊ะ?” ท่าทางคุณอุบลตกใจกับข่าวที่ได้ยินจนอัคนีต้องรีบบอก

“แม่ไม่ได้เป็นอะไรมากครับ...อาหารเป็นพิษเท่านั้นเอง”

“แล้วไป...พักนี้พอได้ยินว่าใครป่วยแล้ว...ใจไม่ดี” สามคำสุดท้ายเสียงค่อนข้างแผ่วจนคนที่อยู่บนเตียงเอื้อมมาแตะหลังมือคนพูด

“ผมไม่เป็นไรหรอกน่า...สมัยนี้หมอเก่งจะตาย”

คุณอุบลอยากจะบอกผู้เป็นสามีเหลือเกิน...ให้หมอเก่งแค่ไหนก็คงไม่ช่วย อะไร มะเร็งขั้นที่สามที่สามีของเธอเป็นมันรุนแรงจนไม่อาจเยียวยาแล้ว เชื้อมะเร็งแพร่เข้าสู่ระบบน้ำเหลืองซึ่งเท่ากับว่าแพร่กระจายไปทั่วทั้ง ร่างเรียบร้อย

ที่เหลือก็เพียงแค่...รอ

คิดเพียงเท่านี้น้ำตาก็เริ่มรื้นจนคุณอุบลต้องกะพริบตาถี่ เธอต้องรีบหาทางออกให้ตัวเองก่อนที่น้ำตาจะไหล

“คุณอัญชลีอยู่ห้องอะไรจ๊ะ แม่จะไปเยี่ยมสักหน่อย”

อัคนีผิดสังเกตกับท่าทีของคุณอุบล...เหมือนคำพูดของสามีจะทำให้เธอเจ็บปวด หรือว่า...อาการของผู้เป็นสามีจะหนักหนากว่าที่เห็น



โปรดติดตามตอนต่อไป...

หากผู้ใดกระทำการคัดลอกเพื่อนำไปโพสในบล็อกหรือตามเวบอื่นโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษปรับตามกฎหมายตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือ หากนำเรื่องไปเสนอต่อสำนักพิมพ์ ถือเป็นการเสนอขาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. กฎหมายลิขสิทธิ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น