webboard blog Image Map

สายลมรักกลางฤดูเหงา บทที่ ๘




บทที่ ๘


บนน่านฟ้ากว้างที่มีเพียงความมืดมิดดุจผ้ากำมะหยี่สีเข้มปกคลุมไว้สงัดเงียบยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องบินเที่ยวสุดท้ายจากกรุงเทพฯ สู่เชียงใหม่เงียบสนิทราวเครื่องบินทั้งลำปราศจากผู้โดยสาร นั่นเป็นเพราะผู้คนส่วนมากต่างก็หลับตาพักผ่อนฆ่าเวลาระหว่างที่เครื่องบินกำลังไปสู่จุดหมาย หลังจากโทรศัพท์สอบถามเรื่องตั๋วให้โปรดปรานและพบว่าตั๋วเครื่องบินทุกเที่ยวเต็มหมด เมฆก็พาโปรดปรานมาที่สนามบินเพื่อสแตนด์บายรอว่ามีผู้โดยสารคนใดยกเลิกการเดินทางหรือไม่ โชคดีของหล่อนที่มีผู้โดยสารคนหนึ่งยกเลิกการเดินทางกะทันหันโปรดปรานจึงได้ที่นั่งนั้นแทน

ตลอดเวลาที่นั่งรอที่สนามบินโปรดปรานมีเมฆอยู่เป็นเพื่อน เขาเป็นธุระจัดการทุกอย่างแทนหล่อน ตั้งแต่หาที่ให้นั่งรอ หาน้ำและอาหารว่างรวมไปถึงบังคับให้กิน และจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินจนหล่อนได้ที่นั่งในที่สุด คนพูดน้อยอย่างเมฆกลับกลายเป็นคนพูดมากได้อย่างน่าอัศจรรย์ เขาคอยปลอบโยนและเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้หล่อนฟังเพื่อจะได้ไม่คิดมาก เก้าปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะมีอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตเมฆมากมาย...เขาเล่าให้หล่อนฟังถึงเรื่องที่ไปทำงานที่สมุย ภูเก็ต พังงา ตรัง และอีกหลายที่ รวมไปถึงงานออกแบบตกแต่งห้องพักที่คอนโดมิเนียมซึ่งโปรดปรานอยู่นั่นด้วย

เมฆเล่าว่างานนั้นเป็นงานแรกที่เขารับออกแบบตกแต่งภายใน และคิดว่าตนชอบงานอินทีเรียไม่แพ้งานสถาปัตย์ เขายังคิดว่าวันหนึ่งจะกลับไปออกแบบตกแต่งห้องพักที่โรงแรมของบิดาใหม่ถึงจะไม่อยากเข้าไปดูแลบริหารอย่างที่ผู้เป็นบิดาตั้งความหวัง เมฆเล่าถึงความฝันของเขาให้หล่อนฟัง...แทนที่จะดูแลโรงแรมใหญ่โตที่เป็นสมบัติของตระกูล เขาอยากมีรีสอร์ตเล็กๆ บนเกาะสักแห่งมากกว่า โปรดปรานฟังความฝันนั้นแล้วก็ได้แต่ยิ้ม...นึกอยากบอกว่าฝันของเขาเป็นฝันเดียวกับหล่อน เพียงแต่ฝันของโปรดปรานกำลังจะเป็นจริง หล่อนกำลังสร้างรีสอร์ตเล็กๆ ของตัวเอง...ไม่ใช่บนเกาะแต่ที่เมืองเล็กๆ ในหุบเขาที่มีแม้น้ำสายหนึ่งทอดผ่าน แม่น้ำที่มีชื่อเดียวกับเมือง...ปาย

ขณะที่นั่งฟังเมฆเล่าเรื่องราวของเขา โปรดปรานรอ...รอว่าเมื่อไรเขาจะเล่าเรื่องราวของใครอีกคน...ใครคนนั้นที่อยู่เคียงข้างเขามาตลอดเก้าปี แต่ไม่มีเลย...ไม่มีเรื่องราวของผู้หญิงคนนั้นผ่านปากของเมฆออกมาให้ได้ยิน โปรดปรานไม่รู้ว่าชั่วขณะนั้นเมฆหลงลืมผู้หญิงคนนั้นหรือว่า...แค่ไม่อยากพูดถึง

การที่หล่อนอยากได้ยินเขาพูดถึงใครคนนั้นเพราะจะได้ฉุดรั้งตัวเองเอาไว้มิให้ระเริงไปกับโมงยามที่ได้ใกล้ชิดกัน ณ เวลานี้

อีกคนที่เป็นห่วงหญิงสาวคือเปรมปรีดิ์...ผู้เป็นพี่ชาย เขาเพียรโทรมาถามว่าโปรดปรานเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งคอยแจ้งข่าวของป้าปิ่นให้รู้ทุกระยะเพราะคะเนหัวจิตหัวใจในยามนี้ของผู้เป็นน้องได้ว่าเป็นเช่นไร ความที่เหลือกันเพียงสองคนพี่น้องทำให้สายใยระหว่างกันแน่นแฟ้นกว่าคู่พี่น้องอื่นๆ และยามมีเหตุร้ายสายใยนั้นก็ยิ่งทักถอประสานกันเป็นหนึ่งเดียว

โปรดปรานมิได้แย้มพรายให้พี่ชายรู้ว่าหล่อนมี ‘เพื่อน’ อยู่ด้วย หญิงสาวแน่ใจว่าถ้าบอกไปพี่ชายคงได้ซักถามต่อว่าใครคือเพื่อนคนนั้น และยิ่งถ้ารู้ว่าเป็นเมฆล่ะก็...คงเพิ่มความกังวลให้พี่เปรมขึ้นอีกหลายเท่า

เปรมปรีดิ์รู้จักเมฆดีผ่านเรื่องราวที่ถ่ายทอดจากปากของหล่อน แน่ล่ะ...ประสาคนเป็นพี่ เขาย่อมไม่ ‘ปลื้ม’ กับชายหนุ่มที่ยังมิเคยเห็นหน้าคนนี้นัก ถึงขนาดออกปากอย่างมีอารมณ์ว่าเจอเมื่อไรจะลากคอมาถามให้รู้ดำรู้แดงว่าเห็นน้องสาวของเขาเป็นคนไม่มีหัวใจหรือไร...

โปรดปรานได้รับแจ้งว่ามีที่นั่งว่างสำหรับหล่อนก่อนเครื่องบินขึ้นเพียงยี่สิบนาที เวลาหลังจากนั้นค่อนข้างฉุกละหุกเนื่องจากหญิงสาวต้องโทรศัพท์แจ้งทางบ้านให้ไปรับที่สนามบินเชียงใหม่แต่ดูเหมือนทางนั้นก็วุ่นวายไม่น้อย เกิดเรื่องกับป้าปิ่นเสียคนหัวใจของคนอื่นในบ้านก็พลันระส่ำระสายทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทั้งสิ้น ป้าปิ่นเหมือนหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ ขณะที่พี่เปรมเป็นเสาหลักของคนในบ้าน

เวลาที่เหลือน้อยนิดก่อนขึ้นเครื่องเมฆแย่งโทรศัพท์ไปจากมือหล่อน เขากดปุ่มบนหน้าจออยู่สองสามวินาทีก็ส่งคืนพร้อมกับบอก

'ไปถึงนั่นโทรมานะ เบอร์อยู่ในเครื่อง’ หล่อนไม่ได้รับปาก...แต่ในใจมีคำตอบแน่ชัด

โปรดปรานจะไม่โทรหาเขา!

เพราะนั่นจะยิ่งเป็นการสานสายสัมพันธ์ โทรศัพท์ครั้งแรก...ต่อไปครั้งที่สองที่สามจะตามมา เหมือนกับที่เจอกันครั้งแรกแล้วมีครั้งที่สองที่สามตามนี่ไงล่ะ ไม่มีประโยชน์อะไรที่เขากับหล่อนจะต้องเชื่อมสัมพันธ์กันแม้แต่น้อยเพราะที่รออยู่เบื้องหน้ามีแต่ปัญหา

แค่ใกล้ชิดกันไม่กี่ชั่วโมงก็เริ่มเห็นปัญหาลอยมารำไร...คำถามที่โพล่งจากปากเมฆก่อนจะขึ้นเครื่องทำเอาหัวใจของโปรดปรานเหมือนมีพายุโหมกระหน่ำ เขากุมมือหล่อนไว้แน่นเมื่อถามด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยแววจริงจัง

‘ย้อนเวลาได้...เมฆจะดีกับโปรดให้มากกว่านี้ แล้วเราจะกลับมารักกันเหมือนเดิมหรือเปล่า’

ตอนนั้นโปรดปรานไม่รู้ว่ารอยยิ้มที่ยิ้มตอบไปนั้นเป็นอย่างไร...จะดีใจ เสียใจ ขื่นขม หรือว่าชมชื่น ทว่าคำตอบที่มีให้เขาคือการย้ำให้สำนึกถึงความเป็นจริง เพราะไม่มีทางที่จะย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต มันเกิดขึ้นและจบลงไปแล้วโดยสมบูรณ์...ที่หลงเหลือมายังปัจจุบันคือผลของมันเท่านั้น และเราก็ต้องอยู่กับผลแห่งการกระทำนั้นตราบจนวันตาย...ไม่ว่าจะด้วยความยินดีหรือไม่

เช่นที่โปรดปรานทุกข์ใจมาตลอดเก้าปีกับความโลเลในหัวใจตนเอง...มันทำร้ายทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นโปรดปราน เมฆ หรือแม้กระทั่งอัคนี หล่อนได้คิดเมื่อเวลาผ่านมาหลายปีว่าอัคนีเองก็ถูกหล่อนทำร้ายเช่นกัน...เพราะโปรดปรานเลือกเขาทั้งที่หัวใจยังอยู่กับคนอื่น และนั่นเองคือสาเหตุที่เขาทอดทิ้งหล่อน โปรดปรานเสียใจและโกรธเคืองเขาอยู่หลายปี แต่เมื่อความคิดโตขึ้นหญิงสาวก็เข้าใจ...อัคนีรักหล่อนอย่างจริงใจ รักจนไม่อยากเห็นคนที่รักกลายเป็นผู้หญิงใจโลเลอย่างนั้น

วันนี้เมฆกำลังจะกลายเป็นคนโลเลอย่างที่หล่อนเคยเป็น และโปรดปรานก็ไม่อยากให้เขาเป็นอย่างนั้น

แน่ล่ะ...เพราะหล่อนยังรักเขาอยู่อย่างไรเล่า!

ใช่...โปรดปรานยังรักเมฆเสมอมา แต่เมื่อวันนั้นหล่อนเลือกที่จะเดินจากเขามา วันนี้จึงต้องพร้อมรับในสิ่งที่เลือกนั่นคือ...การยอมรับว่าตนเองไม่ใช่คนที่ยืนเคียงข้างเขาอีกต่อไป แม้วันนี้จะมีความรู้สึกดีๆ เกินขึ้นในหัวใจ สิ่งที่ทำได้ก็เพียงกักเก็บมันไว้หล่อเลี้ยงหัวใจตัวเอง...เท่านั้น


เครื่องบินลำนั้นทะยานขึ้นฟ้าไปแล้วพร้อมกับที่หัวใจส่วนหนึ่งของชายหนุ่มเหมือนถูกกระชากติดไปด้วย ถ้อยคำสุดท้ายที่โปรดปรานตอบคำถามของเขายังดังก้องในความคิด คำตอบที่ทำให้เขาจนกับเหตุและผลทั้งมวล

หล่อนบอกให้เขาอยู่กับปัจจุบัน...เพราะปัจจุบันขณะเท่านั้นที่จับต้องได้และมีตัวตนอยู่จริง...หล่อนเป็นเพียงเงาจากวันวาน พ้นจากวันนี้ไปก็จะเหลือเพียงความทรงจำต่อกันเท่านั้น และถ้าเขาอยากจะทำอะไรให้หล่อน...ขอเพียงให้เขาจดจำวันเวลาดีๆ ที่เคยมีระหว่างกันก็พอ

โปรดปรานคงไม่รู้ว่าแม้หล่อนจะเดินลับสายตาไปนานแล้ว แต่เขากลับยังยืนอยู่ที่เดิม...ที่ซึ่งเคยมีหล่อนยืนอยู่ ณ ปัจจุบันขณะที่ผ่านมา

จากคำพูดของหญิงสาวเมฆคะเนความคิดหล่อนออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เขารู้ด้วยซ้ำว่าหล่อนไม่มีทางโทรมาเมื่อไปถึงเชียงใหม่เรียบร้อยตามที่เขาขอไว้หรอก โปรดปรานคิดจะเดินออกไปจากชีวิตของเขาเงียบๆ เหมือนอย่างที่หล่อนเคยทำเก้าปีที่แล้ว แต่ไม่มีวันเสียล่ะ...เมฆไม่มีวันยอมให้มันเกิดขึ้นซ้ำเป็นคำรบที่สอง

อาทิตย์หน้าเมฆต้องขึ้นเชียงใหม่ไปดูโครงการที่เขาเป็นผู้รับผิดชอบ ถัดไปอีกอาทิตย์ก็ต้องไปแม่ฮ่องสอนเพราะเจ้านายของเขา...ทรงศร หรือพี่ศรที่เขาและคนอื่นเรียกจนติดปากโยนงานมาให้ เป็นงานออกแบบรีสอร์ตของน้องสาวเพื่อนพี่ศรที่เขาถูกกำชับมาว่าให้ทำสุดฝีมือทั้งงานออกแบบด้านสถาปัตย์และอินทีเรีย เมฆคงต้องไปๆ มาๆ ระหว่างกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน เป็นว่าเล่นเพราะน้องสาวเพื่อนคนนั้นอยู่เชียงใหม่

เมฆจะถือโอกาสแวะไปหาโปรดปราน...ไปให้หล่อนรู้ว่าถ้าเขาคิดจะทำอะไรให้หล่อนสักอย่าง เขาก็อยากให้โปรดปรานได้มีวันเวลาดีๆ กับเขาบ้าง เพื่อที่หล่อนจะได้จดจำเขาไว้ด้วยความรู้สึกที่ดี

‘อิง...เมฆขอโทษ แต่ขอเวลานี้เท่านั้น...ที่เมฆจะทำตามใจตัวเองสักครั้ง’

ชายหนุ่มพร่ำขอโทษผู้หญิงอีกคนในใจ เมื่อเย็นตอนที่โทรศัพท์ถามเรื่องตั๋วเครื่องบินให้โปรดปรานเมฆถือโอกาสโทรหาอิงฤทัยตามที่รับปากหล่อนไว้ แต่ก็ไม่ได้คุยกันนานนัก อิงฤทัยเป็นฝ่ายตัดบทและวางสายไปก่อนซึ่งผิดไปจากที่เคยเป็นหากเมฆก็ไม่ได้รู้สึกผิดปกติเพราะคิดว่าหล่อนคงไม่สบายใจนั่นเอง

ถนนตอนนี้โล่งเสียจนไม่น่าเชื่อว่าตอนเย็นรถจะติดจนแทบขยับไปไหนไม่ได้ คิดไปถึงตรงนี้เมฆก็เผลอยิ้ม เขาต้องขอบคุณฝนสินะ...ทั้งสองฝนนั่นล่ะ ไม่ว่าจะเป็นฝนเพื่อนของเขาหรือฝนที่หล่นมาจากฟ้า เพราะฝนแรกทำให้เขาได้เจอโปรดปรานและฝนที่สองทำให้เขาตัดสินใจพาหล่อนไปที่ร้านกาแฟแห่งนั้น

จริงสิ...คนที่เขาต้องขอบคุณอีกคนคือผู้หญิงที่ชื่อบงกช...ถ้าไม่ได้เธอ เมฆก็คงไม่รู้หรอกว่าโปรดปรานพักอยู่ที่คอนโดมิเนียมนั้น

ใช้เวลาไม่นานเมฆก็พาตนเองกลับมาถึงบ้าน เขาไขกุญแจเข้าห้องแล้วก็เพิ่งรู้ตัวว่าเหนื่อยล้าเต็มที ฉวยผ้าขนหนูได้ก็ตรงเข้าห้องน้ำชำระล้างร่างกายจนสะอาด เมื่อสบายตัวแล้วก็เอนหลังลงนอนบนเตียง เมฆผ่อนลมหายใจออกจากปากสลัดความเหนื่อยล้าที่เจอมาทั้งวันทิ้งไป เตรียมตัวเข้านอนเพราะพรุ่งนี้ยังมีงานมากมายรออยู่ แต่...

ยังก่อน...เขายังหลับไมได้ถ้ายังไม่ได้ทำอะไรอีกอย่าง

เมฆคว้าโทรศัพท์ที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะหัวเตียงรวมกับนาฬิกาข้อมือก่อนจะเข้าห้องน้ำ เบอร์ที่จำได้ขึ้นใจผุดขึ้นมาให้เห็นทีละตัว เขากดหมายเลขตามที่มองเห็นในความนึกคิด เสียงตื๊ดยาวๆ ดังอยู่สามสี่ครั้งกว่าปลายสายจะรับ

“ถึงแล้วใช่มั้ย?”

“เมฆ” น้ำเสียงที่ดังผ่านหูโทรศัพท์บอกชัดว่านึกไม่ถึง “โทรมาได้ไง”

“มีเบอร์ก็โทรได้”

“แล้วมีเบอร์ได้ไง...ฝน” คนพูดพูดเหมือนนึกออก “ฝนล่ะสิ”

“ไม่ใช่ เมฆมีอยู่แล้ว”

“ทำไม...” คำถามนั้นขาดห้วนไปเสียเฉยๆ เหมือนคนถามจะนึกออกแล้วว่าเขามีเบอร์หล่อนได้อย่างไร “เมฆเก็บมันไว้...เศษกระดาษแผ่นนั้น”

“แคชเชียร์นั่นไม่ได้สนใจมัน เมฆก็เลยเก็บมา”

“โธ่...” เสียงนั้นฟังดูทอดถอนระคนทดท้อ

“เมฆรู้ว่าโปรดคิดจะทำอะไร...แต่เมฆไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง”

“เมฆ...” โปรดปรานคราง “ขอร้อง...ปล่อยโปรดไปเถอะ”

“ไม่” เขาตอบหล่อนกลับไปด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจังที่สุดในชีวิต

เขาปล่อยโปรดปรานไปไม่ได้จริงๆ

“อย่าทำให้เรื่องมันยุ่งยากไปกว่านี้เลย...” ดูเหมือนเมฆจะไม่สนใจคำพูดของหล่อนแม้แต่น้อยเพราะเขาตัดบทด้วยการบอกลา

“นอนเถอะ” ถึงคำพูดจะห้วนสั้นทว่าวิธีการทอดน้ำเสียงทำให้ถ้อยคำสั้นๆ ฟังดูอ่อนโยน คนฟังหลับตา...ถ้าเป็นเมื่อเก้าปีก่อนหล่อนคงดีใจที่เขาพูดดีกับหล่อน ความจริงตลอดค่ำที่ผ่านมานี้เมฆพูดกับหล่อนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนอย่างนี้เช่นกัน แต่โปรดปรานกำลังเครียดจึงไม่ได้ใส่ใจ

จบประโยคนั้นเมฆก็วางสาย ส่วนโปรดปรานน่ะหรือ...นอนตาแข็งไม่หลับไปทั้งคืน



ตั้งแต่คุณปิ่นมณีเข้าโรงพยาบาลหลานทั้งสองคนก็ผลัดกันไปเฝ้าไข้คนละวัน วันนี้เป็นคิวของเปรมปรีดิ์ เขาตื่นตั้งแต่เช้าลงมาสั่งให้แม่บ้านทำข้าวต้มกุ้งเตรียมไว้เพื่อจะได้เอาไปฝากผู้เป็นป้า พอจะกลับขึ้นชั้นบนซึ่งต้องเดินผ่านห้องนั่งเล่นหางตาก็เหลือบไปเห็นว่ามีใครคนหนึ่งหลับอยู่บนเก้าอี้นอน เขาชะงักฝีเท้าหันมาดูให้แน่ใจว่าตาไม่ฝาดเพราะจำได้ว่าตอนเดินลงมาไม่เห็นใครอยู่ที่นั่นหากก็ไม่มั่นใจนัก...เมื่อครู่เขาอาจจะไม่ได้สังเกตก็เป็นได้

สายตาของชายหนุ่มไม่ได้ฝาด...บนเก้าอี้ยาวมีร่างของใครคนหนึ่งกำลังนอนขดจนตัวกลมไม่ต่างจากแมวอยู่จริงๆ เปรมปรีดิ์ก้าวเข้าไปในห้องพลางส่ายหน้าเมื่อเห็นว่าคนที่นอนหลับสวมเสื้อคลุมทับชุดนอนซึ่งเป็นผ้าเนื้อบางเท่านั้นทั้งที่อากาศยามต้นฤดูหนาวอย่างนี้เย็นเยือกไม่น้อย เสื้อคลุมนั่นก็ไม่ได้หนากว่าชุดนอนสักเท่าไรคงเพิ่มความอบอุ่นได้ไม่มาก

...มิน่า...ยายโปรดถึงต้องนอนซุกอย่างกับแมวซุกหาไออุ่นอย่างนั้น...

และเปรมปรีดิ์ไม่สงสัยอีกแล้วว่าน้องสาวหลับอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่เมื่อไร เพราะท่านอนขดจนตัวกลมกอดอกแน่นปากยังสั่นริกมันฟ้อง...โปรดปรานนอนอยู่ตรงนี้นานพอที่จะทำให้หล่อนหนาวสั่นเชียวล่ะ

“โปรด...โปรด” คนเรียกเขย่าแขนคนที่หลับอยู่เบาๆ โปรดปรานปรือตามองงัวเงีย ท่าทางเจ้าตัวคงจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่านอนอยู่ที่ไหนเพราะเมื่อได้ยินคำถามต่อไป “มานอนทำไมตรงนี้”

หญิงสาวถึงกับเหลียวมองรอบตัว...งงๆ ครู่หนึ่งกว่าคนที่เพิ่งตื่นจะระลึกได้ว่านอนอยู่ที่ไหน

“โปรดเผลอหลับไปเหรอ...” พูดพลางขยี้ตา “กี่โมงแล้ว”

แสงยามเช้าตรู่ยังหม่นมัวอีกทั้งม่านในห้องนั่งเล่นก็ปิดสนิทยิ่งทำให้ทั่วทั้งห้องดูสลัวรางจนคนเพิ่งตื่นสับสน

“เช้าแล้ว...พี่ลงมาสั่งป้ารักทำข้าวต้มกุ้ง จะกลับขึ้นห้องก็มาเจอเรานอนหลับอยู่ตรงนี้เนี่ยแหละ นอนหลับมาตั้งกะเมื่อคืนสิ”

“อือ...” คนเป็นน้องพยักหน้ารับ เจ้าตัวเหยียดแขนขาบิดขี้เกียจก่อนผุดขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า...ดูท่าแล้วคงยังงัวเงียไม่หาย

“ทำไมไม่ขึ้นไปนอนบนห้อง” คนถามจ้องตาคนเป็นน้องอย่างค้นหา เปรมปรีดิ์สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างแต่ก็มิได้ปริปากถามนอกเสียจากจะเฝ้ามองอย่างเงียบเชียบด้วยความเป็นห่วง

นับแต่โปรดปรานกลับมาจากกรุงเทพฯ ดูหล่อนว้าวุ่นอย่างไรชอบกล ตอนแรกเขาคิดว่าน้องสาวกังวลใจที่ผู้เป็นป้าประสบอุบัติเหตุต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล แต่มาวันนี้เขาค่อนข้างแน่ใจว่ามีเรื่องอื่นนอกเหนือจากเรื่องป้าปิ่นรบกวนจิตใจโปรดปราน

ประสาคนเป็นพี่ชาย...และความที่เหลือกันเพียงสองคนพี่น้อง เปรมปรีดิ์นึกอยากโพล่งถามออกไปตรงๆ แต่ก็รู้นิสัยคนเป็นน้องดี เขาจึงทำได้แต่รอ...รอให้โปรดปรานเป็นฝ่ายเอ่ยปากเล่าออกมาเอง

“ก็ว่าจะขึ้นเหมือนกัน” คนเป็นพี่ฟังคำตอบแล้วก็ส่ายหน้า ถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายลูบแขนตัวเองแรงๆ แล้วกอดอกแน่น

“หนาวสิเรา...ขนาดพี่นอนบนเตียงห่มผ้านวมยังหนาวจนต้องลุกไปปิดหน้าต่าง เรานอนไม่ห่มอะไร ชุดนอนก็บาง ไม่เป็นไข้ก็บุญล่ะยายโปรด”

“เมื่อคืนโปรดก็ว่าทำไมมันทรม๊าน...ทรมาน อย่างกับนอนอยู่ในตู้ฟรีซแน่ะ”

“ไป...รีบไปหาเสื้ออุ่นๆ มาสวมเถอะ พี่จะขึ้นไปอาบน้ำเตรียมตัวไปโรงพยาบาลละ” เปรมปรีดิ์ดันไหล่น้องสาวให้เดินนำแล้วจึงรุนหลังพาขึ้นชั้นบน ขณะเดินขึ้นบันไดเขาเท้าความถึงคำพูดของแพทย์ที่คนเป็นน้องนำมาบอกับเขาเมื่อวาน “โปรดบอกว่าหมอจะดูอาการของป้าปิ่นวันนี้ใช่มั้ย?”

สองพี่น้องเดินมาถึงหน้าห้องนอนของคนเป็นน้องพอดี

“ค่ะ ถ้าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงป้าปิ่นก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้”

“โปรดให้เด็กมาทำความสะอาดห้องป้าปิ่นเตรียมไว้แล้วกัน” เขาบอกก่อนจะหันไปกำชับอีกครั้งว่า “อย่าลืมลงไปกินข้าวต้มนะ”

“ค่า...” โปรดปรานรับคำเสียงยานคางเมื่อได้ยินพี่ชายสั่งเสียราวกับหล่อนยังเป็นเด็กเล็กๆ คนที่กำลังจะเดินไปหันมามองครั้นเห็นแววตาเคลือบรอยซุกซนของอีกฝ่ายจึงเอื้อมไปขยี้ศีรษะด้วยความรู้สึกทั้งเอ็นดูทั้งหมั่นเขี้ยวจนผมเส้นเล็กๆ กระจัดกระจายยุ่งเหยิง

ทำไมพี่ชายอย่างเขาจะไม่รู้...คนเป็นน้องรับคำไปอย่างนั้นเอง ส่วนจะกินไม่กิน...มันอีกเรื่อง



สายแล้วเมื่อโปรดปรานลงมาจากห้องส่วนตัวของหล่อน บนโต๊ะกระจกขนาดสี่ที่นั่งตรงเทอเรซหน้าบ้านใต้ซุ้มพวงแสดที่ออกดอกสะพรั่งเป็นสีแสดสดใสดังชื่อมีชามกระเบื้องสีเหลืองมะนาววางคว่ำอยู่บนผ้ารองจานสีขาวพร้อมด้วยช้อนและแก้วน้ำที่วางคว่ำไว้เช่นเดียวกับชาม กลางโต๊ะมีพริกน้ำส้มใส่โถกระเบื้องเล็กๆ สีเดียวกันกับชาม ชุดกระเบื้องเซรามิกชุดนี้โปรดปรานซื้อมาเมื่อครั้งไปเที่ยวงานเซรามิกแฟร์ที่ลำปางเมื่อปีก่อนเพราะติดใจในสีสันฉูดฉาดบาดใจนี่ล่ะ

ป้ารักคงเตรียมไว้รอหล่อนลงมากินข้าวเช้า โปรดปรานชะเง้อมองหาหญิงสูงวัยที่เป็นทั้งแม่บ้านดูแลทุกอย่างในบ้านและเป็นทั้งแม่ครัวที่มีรสมือเยี่ยมยิ่งกว่าเชฟในโรงแรมห้าดาวบางคน เสียงฝีเท้าดังมาจากข้างหลังหญิงสาวจึงหันไป และก็อย่างที่คิด...ป้ารักนั่นเอง

“ลงมาแล้วเหรอคะ คุณโปรดจะรับข้าวเช้าเลยมั้ย ป้าจะไปอุ่นให้”

“จ๊ะ” โปรดปรานทรุดนั่งบนเก้าอี้ขณะที่ป้ารักหายกลับเข้าไปในบ้าน

บ้านหลังนี้สร้างบนเนินจึงแลเห็นทิวทัศน์ในมุมกว้าง กระนั้นเพื่อบังสายตาคนภายนอกจึงมีการปลูกต้นไม้รายรอบเพิ่มเติมจากเดิมที่มีอยู่เนื่องจากบ้านหลังนี้สร้างบนที่ดินผืนเดียวกับรีสอร์ต แม้จะมีรั้วเตี้ยๆ กั้นไว้เป็นสัดส่วนหากหลายครั้งที่นักท่องเที่ยวหลงเดินเข้ามาเพราะเพลินตากับธรรมชาติและสวนสวย

ไม่ถึงสิบนาทีป้ารักก็ออกมาพร้อมข้าวต้มหอมฉุยในโถเคลือบสีขาวสะอาด นางวางโถบนโต๊ะแล้วจึงเอื้อมไปหยิบชามสีเหลืองมะนาวที่คว่ำไว้ให้หงายขึ้นอีกมือก็จับทัพพีตักข้ามต้มร้อนหอมกรุ่นให้คนที่นั่งรอ

“พอแล้วค่ะป้า” หล่อนยกมือห้ามอีกแรงเมื่อเห็นว่าป้ารักจ้วงทัพพีเป็นครั้งที่สาม ผู้สูงวัยชะงักเหลือบมองหน้าหญิงสาวที่เห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อยด้วยสายตาเต็มไปด้วยความห่วงใย

“อิ่มเหรอคะนิดเดียวเอง ข้าวต้มอยู่ท้องที่ไหนเติมอีกหน่อยเถอะ...นะคะคุณ”

“ไม่ไหวล่ะ เช้านี้มีประชุมขืนกินอิ่มเกินจะคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง...โปรดยังไม่ค่อยหิวด้วยค่ะป้า”

“ตามใจเถอะค่ะ ป้าก็แค่เป็นห่วงเห็นพักนี้คุณดูซูบไป จะรับอะไรเพิ่มอีกมั้ยล่ะคะป้าจะได้ไปทำให้...กาแฟ?”

“ไม่ดีกว่าค่ะ เดี๋ยวไปดื่มกาแฟที่ออฟฟิศดีกว่า อ่อ...” หญิงสาวอุทานอย่างนึกขึ้นได้ “วันนี้ป้าช่วยดูแลให้เด็กมาทำความสะอาดห้องคุณป้าด้วยนะคะ”

“คุณปิ่นจะออกจากโรงพยาบาลแล้วเหรอคะ” น้ำเสียงและท่าทางคนพูดแสดงออกว่าดีใจอย่างไม่ปิดบัง คุณปิ่นมณีเปรียบเสมือนโพธิ์ต้นใหญ่ที่นำความร่มเย็นมาสู่ผู้ที่อยู่ภายใต้ร่มเงา เมื่อเธอเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาลคนใกล้ชิดจึงพลอยกังวลไปด้วย

“ค่ะ หมอว่างั้น”

“ดีจริงๆ เลย คุณปิ่นกลับมา บ้านจะได้ไม่เงียบเหงา คุณโปรดไม่ต้องเป็นห่วงค่ะป้าจะคุมเด็กให้ทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมเลย เอาให้เอี่ยมเชียว แล้วเดี๋ยวจะให้เด็กไปบอกคนสวนที่รีสอร์ตให้ตัดดอกกุหลาบในสวนมาให้สักช่อ...รับขวัญคุณปิ่นกลับบ้าน เห็นว่ากุหลาบกำลังออกดอกงามทีเดียว ป้าไปก่อนนะคะ”

พูดจบนางก็หันหลังเดินกลับเข้าบ้านไปด้วยท่าทางกุลีกุจอ คงรีบไปจัดการเรื่องที่พูดคุยกันไว้นั่นเอง โปรดปรานมองตามด้วยรอยยิ้ม ข่าวป้าปิ่นออกจากโรงพยาบาลคงทำให้ใครหลายคนยิ้มออก หล่อนเอง...คงยิ้มได้เต็มปากกว่านี้หากไม่มีเรื่องอื่นให้ครุ่นคิดปวดหัว หญิงสาวถอนใจออกมาเบาๆ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หล่อนสั่นหน้าเล็กน้อยก่อนจะตักข้าวต้มในชามสีเหลืองมะนาวเข้าปากทั้งที่ยังไม่ได้ปรุงรสใดๆ ทั้งสิ้น

...จะปรุงหรือไม่ปรุง...ต่อมรับรู้รสชาติของหล่อนก็คงไม่ทำงานดีขึ้นหรอกในเมื่อเวลานี้โปรดปรานไม่นึกอยากกินอะไรด้วยซ้ำ...

ข้าวต้มหมดถ้วยพอดีเมื่อพนักงานรีเซฟชั่นจากรีสอร์ตเดินขึ้นบันไดศิลาแลงที่ปูเป็นทางลัดเลาะมาตามสวน โปรดปรานคว้าแก้วน้ำขึ้นดื่มอย่างเร่งรีบพลางร้องถาม

“ถึงเวลาประชุมแล้วเหรอ?”

“ยังไม่ได้ประชุมหรอกค่ะคุณโปรด” คนฟังขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำตอบและยิ่งสงสัยหนักเมื่อได้ยินประโยคต่อมาของคนพูด “แต่ดิฉันมาตามเพราะมีแขกมาขอพบคุณค่ะ”

...มีคนมาหาหล่อน...ปกติเพื่อนฝูงที่มาหามักโทรมาถามก่อนว่าหล่อนอยู่ที่ไหน...บ้านหรือรีสอร์ต แต่เช้านี้หญิงสาวยังไม่ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนคนใด แล้วคนที่มาคือ...ใคร?

“ใคร?” หล่อนโพล่งออกไปอย่างใจคิด

“เค้าบอกว่าเป็นเพื่อนของคุณค่ะ”

โปรดปรานไม่ได้รับความกระจ่างจากคำตอบนั้นสักเท่าไร เพราะหญิงสาวนึกไม่ออกอยู่ดีว่าเพื่อนคนไหน ดูเหมือนพนักงานผู้นั้นจะอ่านออกจึงบอกต่อว่า

“เป็นผู้ชายค่ะ”

“ผู้ชายเหรอ...” หญิงสาวทวนคราวนี้ยิ่งงงหนัก...หล่อนมีเพื่อนผู้ชายน้อยยิ่งกว่าน้อย แล้วเพื่อนผู้ชายจำนวนน้อยที่ว่าส่วนใหญ่อยู่กรุงเทพฯ ทั้งสิ้น อะไรบางอย่างผุดวาบกลางความคิดหัวใจหญิงสาวกระตุกแรงราวถูกกระชาก พร่ำบอกตัวเอง

...ไม่ใช่ ไม่น่าใช่...


โปรดติดตามตอนต่อไป...

หากผู้ใดกระทำการคัดลอกเพื่อนำไปโพสในบล็อกหรือตามเวบอื่นโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษปรับตามกฎหมายตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือ หากนำเรื่องไปเสนอต่อสำนักพิมพ์ ถือเป็นการเสนอขาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. กฎหมายลิขสิทธิ์

2 ความคิดเห็น:

  1. ดีใจจังพี่มาอัพต่อแล้ว เรื่องกำลังสนุก ลุ้นมาก
    เมฆ เค้าคงเลือกโปรด ใช่มั้ยคะ
    สงสารอิง จัง

    รีบมาอัพต่อไวๆ นะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ21/9/52 12:50

    รอนานมากค่ะ เข้ามาดูตลอดเลยค่า

    ตอบลบ