webboard blog Image Map

สายลมรักกลางฤดูเหงา บทที่ ๗




บทที่ ๗

จู่ๆ ฝนต้นฤดูหนาวก็ตกมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว รถราบนท้องถนนที่มุ่งหน้ากลับบ้านในช่วงเย็นจึงต้องแล่นช้าลงทำให้การจราจร เหมือนจะเป็นอัมพาต ทุกอย่างหยุดนิ่งอยู่กับที่มีเพียงสายฝนที่พร่างพรมลงมาจากฟ้าเท่านั้นที่ดู ราวกับกำลังเต้นระบำอย่างเริงร่า คนที่นั่งตรงที่นั่งข้างคนขับมองฝ่าน้ำฝนที่ไหลเป็นสายบนกระจกหน้าต่างด้วย ความไม่สบายใจ ฝนเย็นชุ่มฉ่ำด้านนอกไม่อาจทำให้หัวใจของหล่อนคลายความร้อนรุ่มลงแม้แต่น้อย โปรดปรานไม่อยากขึ้นรถมากับเมฆแต่ต้านแรงจากมือแข็งแกร่งที่กึ่งลากกึ่งจูง มามิได้ ทั้งตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเขาจะพาหล่อนไปยังแห่งหนใด...บ้านเขาอย่างที่พูดตอน แรก หรือว่าที่อื่น...

ตั้งแต่ขึ้นรถมาเมฆก็ไม่เอ่ยอะไรอีก เขานั่งเงียบหลังพวงมาลัยพุ่งสมาธิไปที่การขับรถอย่างเต็มที่ทั้งที่รถไม่ อาจขยับไปไหนได้แม้แต่เซ็นต์เดียว โปรดปรานเชื่อว่าเขากำลังต่อสู้กับความคิดของตนเองอยู่ภายใน...โทรศัพท์ เมื่อครู่น่าจะทำให้เขา ‘คิด’ ได้ว่าไม่ควรทำในสิ่งที่กำลังจะทำ จะมีประโยชน์อะไรที่เขาจะรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาทั้งที่ตนเองก็มีคนซึ่งวางอนาคตไว้ร่วมกันอยู่แล้ว

หล่อนเป็นเพียงคนจากอดีตเท่านั้น ทุกอย่างจบไปแล้ว

หากเมฆล่วงรู้ความคิดของโปรดปรานก็คงบอกว่าที่หล่อนคิดนั้นถูกต้องแล้ว โทรศัพท์เมื่อครู่ฉุดรั้งสำนึกบางส่วนกลับมา และทำให้ต้องตั้งคำถามกับตัวเองหนักขึ้น ท่าทางราวกับมุ่งความสนใจไปกับสภาพจราจรบนท้องถนนนั้นแท้จริงสมองกำลังทำงาน สาหัส ชายหนุ่มตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอดทางตั้งแต่ออกจากห้างสรรพสินค้าจนกระทั่ง ถึงตอนนี้

...สิ่งที่ทำอยู่นี้ถูกแล้วหรือ...

...ทำไมไม่ปล่อยให้อดีตผ่านเลยไปและอยู่กับ ‘อนาคต’ อย่างที่เคยอยู่มาตลอดหลายปี...

คำถามแรก...เขารู้เต็มอกว่ากำลังทำสิ่งที่ผิด...ผิดต่อผู้หญิงที่ได้ชื่อว่า เป็นแฟน เป็นคนที่กำลังคบหาและมีทีท่าว่าจะลงเอยกัน โทรศัพท์เมื่อครู่ยิ่งย้ำความรู้สึกผิดให้หนักหนาขึ้นจนทำให้ใจที่คิดจะวิ่ง ทวนกระแสเริ่มรวน แต่เมฆก็ห้ามตนเองไม่ได้ เขาตัดความคิดที่มีต่อผู้หญิงอีกคนไม่ได้ ผู้หญิงที่เขาใช้เวลาเก้าปีเพื่อลบหล่อนไปจากความทรงจำ ผู้หญิงที่เขาหมายจะวางอนาคตร่วมกันแต่หล่อนกลับทิ้งเขาไปหาเพื่อนสนิทของ เขาเอง

และจากคำถามที่ประดังเมฆจึงได้รู้...เก้าปีที่ผ่านมานั้นไร้ค่าเพราะอดีตมันยังอยู่กับเขาเสมอ

มันหลับอยู่ก้นบึ้งและตื่นเมื่อได้เจอกันอีกครั้ง

สิ่งเดียวที่เมฆยังไม่แน่ใจนักคือ...ความรักที่เขาเคยมีให้หล่อนยังคงเดิม อยู่หรือไม่...เพราะเมื่อพูดถึงความรัก ดวงหน้าของอิงฤทัยมักแวบเข้ามาในความรู้สึก

ในตัวของชายหนุ่มเหมือนมีคนสองคนเถียงกัน...คนหนึ่งเป็นตัวแทนจากอดีต อีกคนเป็นตัวแทนจากปัจจุบัน ที่สุดแล้วอดีตที่นอนหลับใหลมาเป็นเวลานานกลับชนะ และเมื่อได้รับคำตอบ เมฆก็ดึงตัวเองกลับมาจากความคิด เขามองรถที่ติดเป็นแพยาวตั้งแต่ไฟแดงตรงสี่แยกมาจนถึงคันของเขาและเลยไปด้าน หลังอีกไกลแล้วก็คิดว่าคงต้องเปลี่ยนเป้าหมายจากบ้านตนเองเป็นที่อื่น ชายหนุ่มเอ่ยทำลายความเงียบที่มีเสียงฝนเป็นดนตรีประกอบด้วยสุ้มเสียงเรียบ ทุ้ม

“ฝนตกทีไรรถติดทุกที จะถึงบ้านกี่โมงไม่รู้” โปรดปรานผินหน้าจากกระจกมามองคนพูดแวบหนึ่ง...ตกลงเขายังคิดจะพาหล่อนไปที่ บ้านอยู่หรือ... “หาร้านใกล้ๆ ดีกว่า...โปรดว่ายังไง”

“แล้วแต่เมฆละกัน” หญิงสาวตอบไปอย่างนั้นทั้งที่ในใจลิงโลดที่ไม่ต้องไปบ้านเขา แต่แล้วก็ใจหายวาบเมื่อเขาตอบกลับมา

“ดี เมฆรู้จักร้านกาแฟใต้คอนโดในซอยหน้านี้แหละ Sweet Sense...เคยได้ยินมั้ย?” เขาถามโดยไม่หันมาจึงไม่เห็นแววตระหนกในดวงตาอีกฝ่าย

ไม่ใช่แค่เคยได้ยิน โปรดปรานรู้จักร้านนั้นดีทีเดียวเพราะมันตั้งอยู่ใต้คอนโดที่หล่อนอยู่ แถมเจ้าของร้านและพนักงานในร้านต่างก็รู้จักและจำหล่อนได้เพราะตั้งแต่มาจาก เชียงใหม่ หญิงสาวก็อาศัยกาแฟและขนมปังจากร้านนี้ทุกเช้า เมื่อหล่อนไม่ตอบเสียงเรียบทุ้มก็เอ่ยต่อ

“กาแฟอร่อย เบเกอรี่ใช้ได้ ร้านก็เงียบๆ เหมาะนั่งคุย ที่สำคัญรถติดอย่างนี้ไปไหนลำบาก”

ใช่...ใกล้ ใกล้มาก แค่รถคันหน้าขยับรถของเมฆก็เลี้ยวเข้าซอยที่เห็นซ้ายมือนี้ได้ คอนโดมิเนียมซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านดังกล่าว...และที่พักของหล่อนอยู่ต้นซอย นี่เอง ไม่รู้ว่าหนีเสือปะจระเข้หรือเปล่า...อุตส่าห์ดีใจว่าไม่ต้องไปบ้านเขา แต่ทำไมหนอ...จึงกลายเป็นว่าเขาเข้าใกล้หล่อนเข้าไปทุกที

ขบวนรถด้านหน้าเริ่มขยับ แต่ไปได้เพียงไม่กี่เมตรก็หยุด เมฆเคลื่อนรถตามพร้อมทั้งเปิดไฟเลี้ยวรอ และพอรถคันหน้าเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้งอีกก็เปิดช่องให้เมฆสามารถเลี้ยวเข้า ซอยได้ดังใจ แม้ในซอยจะมีรถติดไม่แพ้ถนนใหญ่แต่จุดหมายก็อยู่ใกล้...ใกล้เกินไปจนโปรด ปรานเริ่มกังวล...

หญิงสาวกังวลสารพัดล่ะตอนนี้ กลัวเขาจะรู้ว่าตนอยู่ที่นี่ก็กลัว กลัวที่เขาเคยมาร้านใต้คอนโดแห่งนั้นก็กลัว เขาอยู่ไม่ห่างจากหล่อนเลยจริงๆ

“มาที่นี่บ่อยเหรอ?” โปรดปรานหลอกถามเพราะอยากรู้...จะได้ระวัง

“สองสามครั้ง ลูกค้านัดคุยงาน เขาซื้อห้องที่คอนโดนั้นแต่หาอินทีเรียถูกใจไม่ได้” คนฟังแอบถอนหายใจโล่งอก...แสดงว่าที่เขามาก็เพราะจำเป็นต้องมาไม่ใช่เพราะ อยากมาเอง ประโยคต่อมาของเขาเหมือนรู้ใจหล่อนเสียจริง “ไม่ได้มานานแล้ว”

โปรดปรานคว้า ‘ช่อง’ ที่เขายื่นมาโดยไม่รู้ตัวไว้หมับ

“อาจจะปิดไปแล้วมั้ง”

“ยัง วันก่อนขับผ่านยังเห็นเปิดอยู่เลย” คนที่เคยใจเย็นเป็นน้ำอย่างโปรดปรานนึกอยากกรี๊ดให้คลายหงุดหงิด...หล่อนไม่ มีทางเลือกแล้วใช่ไหม?

ในที่สุดรถของเมฆก็ฝ่าจราจรจนมาถึงคอนโดมิเนียมสำเร็จ ชายหนุ่มวนหาที่จอดรถอยู่สองรอบกว่าจะเจอที่ว่างตรงลานด้านหน้า ฝนเริ่มซาเม็ดเหลือเพียงตกปรอยๆ ซึ่งนับว่าเป็นโชคของทั้งคู่ที่ไม่ต้องเปียกปอนเป็นลูกหมาตกน้ำ ไม่สนุกแน่ถ้าตัวเปียกโชกแล้วนั่งในห้องแอร์เย็นเฉียบ

ดับเครื่องแล้วเมฆก็เหลียวไปที่เบาะหลังหาร่มไว้กันฝน ชายหนุ่มจำได้ว่าอิงฤทัยเคยทิ้งร่มไว้คันหนึ่ง ปกติเขาจะเสียบมันไว้ในกระเป๋าด้านหลังเบาะที่ตนนั่งเผื่อจะได้หยิบฉวยได้ ง่าย แต่เมื่อครู่ลองควานหาแล้วกลับไม่เจอ เสียงเปิดประตูรถอีกฝั่งทำให้เขาชะงัก...หันไปมอง โปรดปรานเปิดประตูก้าวลงจากรถไปแล้ว หล่อนทำมือทำไม้เหมือนบอกอะไรสักอย่างที่เมฆพอจะเดาได้ว่า...หล่อนจะวิ่ง ไป...

“โปรด...เดี๋ยว...” เขาเรียกหล่อนแต่ไม่ทัน โปรดปรานวิ่งฝ่าสายฝนเม็ดบางๆ ไปแล้ว เมฆเลิกหาร่มและตามหญิงสาวไปแทบจะในนาทีถัดมา เขาตามหล่อนทันตอนไปถึงปากประตูทางเข้าคอนโดมิเนียมพอดี “ทำไมไม่รอ เมฆกำลังหาร่มให้ ฝนตกปรอยๆ อย่างนี้ทำให้ป่วยได้ง่ายๆ นะรู้เปล่า”

โปรดปรานไม่แน่ใจว่าหล่อนหูฝาดไปหรือเปล่า...จึงรู้สึกเหมือนน้ำเสียงเขาเจือความรู้สึกอื่น มิใช่แค่ความนิ่งเรียบเย็นชาเช่นเคย

“นิดเดียว โปรดไม่เป็นอะไรหรอก” หล่อนตอบเรียบๆ แต่ในใจมีอีกคำตอบที่ไม่กล้าเอ่ยออกมาให้เขาได้ยิน...ตากฝนเป็นไข้ก็ยังดี กว่าอยู่ใต้ร่มคันเดียวกันให้ไออุ่นจากตัวเขากระทบเนื้อตัวหล่อน

...อันตราย...

ขนาดตอนนี้ที่ต้องเดินเคียงมากับเขาหล่อนยังรู้สึกเหมือนไม่เป็นตัวของตัว เองเอาเสียเลย โปรดปรานพยายามเดินห่างเมฆให้มากที่สุดแต่ถึงอย่างไรก็ยังดูออกว่าทั้งคู่มา ด้วยกันอยู่ดี ร้านกาแฟ Sweet Sense อยู่ด้านหน้าคอนโดมิเนียม ขับรถผ่านก็มองเห็นอย่างที่เมฆบอกแต่ทางเข้าร้านต้องผ่านโถงล็อบบี้ของ คอนโดมิเนียมเข้ามาก่อนเนื่องจากทางเข้าร้านอยู่ด้านใน

พนักงานตรงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ซึ่งจำโปรดปรานได้เงยหน้ามาเห็นเข้าจึง ยิ้มให้ หล่อนยิ้มตอบไปอย่างจืดเจื่อนแอบชำเลืองมองคนที่เดินเคียงข้างแล้วก็โล่งอก ...เขาไม่เห็น ถึงกระนั้นภูเขาทั้งลูกยังทับหล่อนไว้ดุจเดิม

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดเมื่อเดินมาถึงหน้าร้านกาแฟ...หลับตาแน่นขณะภาวนา ขออย่าให้คนในร้านทักหล่อนเลย...โปรดปรานมองปราดไปที่เคาน์เตอร์ด้านในเป็น ที่แรก...ลิงโลดเหลือเกินเมื่อรู้ว่าเจ้าของร้านไม่อยู่ ก็ถ้าพี่บัว – เจ้าของร้านอยู่ล่ะก็ ต้องปรี่มาทักทายแล้วล่ะ พี่บัวกับโปรดปรานถูกอัธยาศัยกันตั้งแต่เจอวันแรก และเพราะถูกคอกันจึงทำให้โปรดปรานแวะเวียนมาดื่มกาแฟแกล้มขนมปังอร่อยๆ ที่นี่ทุกเช้า

พนักงานในร้านเดินเข้ามาหาครั้นเห็นว่าเป็นโปรดปรานก็ยิ้มให้จังหวะเดียวกับ ที่เมฆหันมาเห็นพอดีแต่เขาไม่สงสัยกลับเดินตรงไปยังโต๊ะที่ตั้งอยู่หลังเสา ขวามือคือกระจกใสที่มองออกไปเห็นสวนหย่อมและลานจอดรถด้านหน้า เลยออกไปก็คือถนนนั่นเอง รถยังติดเป็นแพเช่นเดิมแม้ฝนจะซาไปมากแล้ว เมฆดีใจว่าตนคิดถูกที่แวะที่นี่...บางทีกาแฟร้อนควันหอมกรุ่นอาจจะทำให้ บรรยากาศระหว่างเขากับโปรดปรานผ่อนคลายลง

...ทำไมเขาจะไม่รู้สึกถึงแรงกดทับหนักหน่วงทว่าไม่อาจจับต้องมองเห็นนี้เล่า...

เขามองร่างโปร่งบางที่หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม บางสิ่งบางอย่างในหัวใจไม่ปกติ หล่อนเหมือนเดิม...เหมือนเดิมทุกอย่างจริงๆ ถ้าจะมีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิมล่ะก็...คงจะเป็นแววตาคู่นั้นนั่น ล่ะ...

ทำให้รู้สึกเหมือนมีกำแพง!

พนักงานหยิบเมนูมาสองเล่มยื่นให้โปรดปรานและเมฆคนละเล่ม แต่โปรดปรานกลับยกมือเป็นเชิงปฏิเสธ

“สั่งอะไรหน่อยสิ” เมฆบอกกับคนที่นั่งตรงข้ามเมื่อเห็นหล่อนไม่รับเมนู

“คาปูชิโนร้อน” หล่อนบอกกับพนักงาน

“วันนี้มีเค้กมอคค่าอัลมอนด์ฟัดจ์นะคะ” พนักงานสาวบอกหล่อนเพราะจำได้ว่าเป็นของโปรด หากอารมณ์นี้โปรดปรานไม่จิตไม่มีใจจะกินอะไรแม้แต่น้อย ครั้นจะปฏิเสธก็กลัวว่าแม่สาวเสิร์ฟจะพูดอะไรออกมาให้คนตรงหน้าหล่อนเอะใจ หญิงสาวจึงพยักหน้า เจ้าหล่อนยิ้มรับพลางย้ำ

“ที่หนึ่งนะคะ แล้วคุณผู้ชายล่ะคะ”

เมฆสั่งดับเบิ้ลเอสเพรสโซ่แก้วเดียวปฏิเสธขนมที่พนักงานสาวแนะนำให้ เมื่อเขาหันกลับมายังคนที่นั่งตรงข้าม โปรดปรานกำลังนั่งเหม่อ...มองสวนหย่อมที่เปียกโชกไปด้วยน้ำฝนจนต้นไม้ดูชุ่ม ชื้นเขียวสด ชายหนุ่มฉวยโอกาสเพ่งพินิจเสี้ยวหน้าด้านข้างของหล่อนอย่างเงียบๆ

รูปหน้าของหญิงสาวประกอบไปด้วยเส้นตรงเส้นโค้งที่เข้ากันอย่างเหมาะเจาะ ไม่ว่าจะโหนกแก้มโค้งงามและสันจมูกตรงสวย ขนาดแพขนตาที่ขยับยามหล่อนกะพริบตายังงอนงาม...ขับดวงตาหล่อนให้เด่น เมฆไล่สายตาไปยังริมฝีปากรูปสวย อดถามตัวเองไม่ได้ว่ายังจำรสชาติของริมฝีปากคู่นี้ได้หรือไม่...

จะหอม หวาน นุ่มนวลเหมือนกุหลาบชมพูที่เพิ่งแย้มกลีบในแจกันบนโต๊ะนี้หรือเปล่า

ความคิดดังกล่าวทำให้หัวใจเมฆกระตุก ดวงหน้าของหญิงสาวอีกคนหนึ่งแวบขึ้นมา นั่นล่ะเขาจึงถอนสายตา

โปรดปรานลอบระบายลมหายใจเมื่อเห็นฝ่ายนั้นหันไปทางอื่น หญิงสาวรู้สึกอึดอัดเหลือเกิน...หล่อนรู้ตัวว่าจ้องมองแต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ อยากจะหันไปมองจ้องหน้าเขาตรงๆ ให้รู้ว่าหล่อนไม่ใช่สิ่งของหรือรูปภาพให้เขามาจ้องมองอย่างชื่นชมดูดดื่ม หรือถึงใช่...ก็ไม่ใช่สำหรับเขา!

พนักงานคนเดิมกลับมาพร้อมกาแฟสองถ้วยและจานใส่เค้กท่าทางน่ากิน หล่อนเสิร์ฟเครื่องดื่มและขนมพลางลอบสังเกตสีหน้าของคนที่นั่งโต๊ะเดียวกัน ด้วยความพิศวง...เออ คู่นี้นั่งด้วยกันแต่เหมือนอยู่คนละโลกแฮะ...วันนี้คุณโปรดก็แปลกเหลือเกิน นั่งเหม่อ ไม่พูดไม่จา เหมือนไม่อยากให้ทักงั้นแหละ...เสร็จหน้าที่เด็กสาวก็ก้าวถอยออกมาเงียบๆ ปล่อยให้คนทั้งคู่อยู่ในโลกของตนต่อไป

เมื่ออยู่เพียงลำพังอีกครั้งเมฆเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน

“น้ำตาลกี่ช้อน” เขาเปิดฝาโถน้ำตาล ใช้ช้อนเล็กๆ ตักน้ำตาลเม็ดสีขาวไว้รอท่า ทว่าโปรดปรานกลับบ่ายเบี่ยง

“โปรดปรุงเอง” แต่เมฆไม่ฟังเสียง เขาตักน้ำตาลใส่ในถ้วยกาแฟที่มีฟองนมลอยฟ่องจำนวนสองช้อน...คิดว่าตนเองจำ ไม่ผิด...โปรดปรานไม่ใช่คนที่ชอบกินหวาน แต่สำหรับกาแฟหล่อนมักเติมน้ำตาลสองช้อนเสมอและชอบกาแฟใส่นมมากกว่าครีม เทียม คิดแล้วชายหนุ่มก็ออกทึ่งตนเองที่ยังจดจำรายละเอียดเล็กน้อยเกี่ยวกับ ผู้หญิงตรงหน้าได้แม่นยำ...ทั้งที่คิดว่าลืมไปหมดแล้วแท้ๆ

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวสูดลมหายใจยาวๆ เพื่อเรียกกำลังใจก่อนจะเป็นฝ่ายเริ่มต้น มาถึงตอนนี้แล้วโปรดปรานก็ดับเครื่องชนล่ะ ยิ่งพูดกันรู้เรื่องเร็วก็ยิ่งดี จะได้จบๆ เสียที “เมฆจะคุยเรื่องอะไร”

“เรื่องของโปรด แล้วก็...เรื่องของเรา” เมื่อหล่อนเป็นฝ่ายเริ่ม เมฆก็พร้อมที่จะรุกต่อ

“ผ่านมาตั้งเก้าปีเมฆจะรื้อฟื้นมันขึ้นมาเพื่ออะไรในเมื่อตอนนี้ชีวิตก็มีพร้อมทุกอย่าง” คนพูดพยายามเก็บความขื่นในน้ำเสียงไว้มิดชิด

หากเปรียบเทียบชีวิตของเขากับหล่อน ชีวิตเขาดูจะสมบูรณ์กว่าหล่อนนัก...เขามีงาน มีคนรัก วันเวลาของเขาเกิดขึ้นเพื่อจุดมุ่งหมายที่แน่นอนในอนาคต ขณะที่ชีวิตของหล่อน...แค่ได้ใช้วันเวลาให้หมดไปกับงานที่ทำหญิงสาวก็พอใจ แล้ว เรื่องความรักไม่เคยย่างกรายเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นสมอง หรือ...หัวใจ

โปรดปรานจึงอยู่เป็นโสดมาจนบัดนี้...เพราะหล่อนไม่กล้ารักใคร...

“ใช่! ชีวิตเมฆตอนนี้อาจจะสมบูรณ์” หัวใจคนฟังปวดแปลบขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ทว่าคนพูดกลับไม่รู้ตัว...เมฆเอ่ยต่อ “แต่มันจะสมบูรณ์ที่สุดถ้าสิ่งที่อยู่ในใจมานานมันเคลียร์ซะที”

คนฟังหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อนก่อนถามช้า...ชัด “เมฆคาใจเรื่องอะไร?”

บนโต๊ะเกิดความเงียบอีกครั้งแต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น...

“ทำไมถึงเป็นอั๋น” คำถามแรกเป็นคำถามที่อยู่ในใจมาเนิ่นนาน เขาจ้องคนที่มองเพียงแก้วกาแฟตรงหน้าอย่างคาดคั้น เมฆคิดมาตลอด...ถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ใช่เพื่อนสนิทของเขา เขาก็คงไม่รู้สึกเจ็บแค้นมากเท่านี้ โปรดปรานเงยหน้าสบตาเขา...หญิงสาวรู้ว่าเรื่องนี้กินใจเมฆมาตลอด...อยากให้ เขารู้เหลือเกินว่าตลอดมาหล่อนก็ไม่เคยสบายใจเลย ความรู้สึกผิดมันเกาะกินใจจนผุกร่อน ถ้าหัวใจเป็นไม้...ป่านนี้ก็คงผุพังไม่เหลือชิ้นดีแล้ว น้ำเสียงของหล่อนยามตอบจึงแผ่วหากเจือความขมจนคนฟังรู้สึก...

“ความใกล้ชิด”

คำถามต่อมาเกิดขึ้นในใจของคนฟัง...เขาปล่อยให้สองคนนี้ใกล้ชิดกันหรือ...และ แม้จะไม่ได้ถามมันออกไป แต่เหมือนโปรดปรานจะอ่านใจเขาออกเมื่อแววตาของหล่อนมีแววคล้ายตัดพ้อวาบขึ้น มา แรงกระตุกเกิดขึ้นทีหัวใจ

...ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเขาอย่างนั้นหรือ....เพราะเขาปล่อยปละละเลยเอง...อย่างนั้นหรือ...คำพูดของพรรษาแว่วเข้ามาอีกครั้ง...

‘เมฆได้แต่โทษว่าเป็นความผิดของโปรดกับอั๋น...เคยถามตัวเองมั้ย...ว่าสิ่งที่ทำมันถูกตรงไหน’

นั่นสิ...เขาไม่เคยถามหรือสงสัยในการกระทำของตัวเองแม้แต่สักครั้งเดียว ชายหนุ่มเอ่ยเหมือนรำพึงกับตัวเอง “เมฆทำไม่ดีกับโปรด...”

“ไม่เลย...โปรดต่างหากล่ะ...ที่ทำไม่ดีกับเมฆ” คนพูดนิ่งไปนิด สูดลมหายใจเบาๆ ก่อนเอ่ย... “ขอ...โท..”

เสียงเรียบทุ้มดังขัดขึ้นก่อนหญิงสาวจะจบถ้อย

“ไม่!” เขายกมือข้ามโต๊ะมาแตะริมฝีปากหญิงสาวตรงหน้า ดวงตาคู่สวยของหญิงสาวเบิกโพลงด้วยความตกใจไม่นึกว่าเขาจะทำเช่นนี้ หล่อนขยับตัวหนีพลางเหลือบซ้ายมองขวาเร็วๆ กลัวคนอื่นจะเห็น อีกฝ่ายจึงรู้สึกตัวหดมือกลับ “เมฆผิดเอง ถ้าย้อนเวลาได้เมฆจะแก้ไขทุกอย่าง แล้วโปรด...”

เสียงเพลงจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นขัดจังหวะทำให้เมฆหยุดคำพูดประโยคต่อมา ไว้เพียงนั้น ชายหนุ่มแน่ใจว่าเสียงที่ได้ยินไม่ได้มาจากเครื่องของเขาฉะนั้นจะเป็นของใคร อื่นไปไม่ได้นอกจาก...โทรศัพท์ของโปรดปราน หญิงสาวยิ้มให้อย่างขอลุแก่โทษก่อนเปิดกระเป๋าหยิบเครื่องมือสื่อสารที่ กำลังส่งเสียงร้องเป็นท่วงทำนองเพลงออกมา หล่อนมองชื่อบนหน้าจอปราดเดียวก็ขยับเก้าอี้ บอกกับเขา...

“ขอตัวแป๊บ” พูดจบก็ลุกเดินออกไปนอกร้าน

เมื่อนั่งเพียงลำพังเมฆยกกาแฟขึ้นจิบพลางขมวดคิ้วสงสัย...อยากรู้เหลือเกินว่าใครโทรมา...

‘หรือว่าอั๋น...’

“ว๊าย!”

เสียงอุทานของใครสักคนดังแทรกเข้ามาในความคิดของชายหนุ่ม ครั้งแรกนั้นเขาเพียงแปลกใจที่ใครมาร้องอะไรแถวนี้แต่เมื่อได้ยินชื่อที่ใคร คนนั้นเอ่ยเรียกในประโยคต่อมา เมฆหันขวับไปทันที...เปล่าหรอก...ใครคนนั้นมิได้เรียกเขา แต่เป็นชื่อของคนที่เขาพามาต่างหาก

“น้องโปรด...เป็นอะไรคะ หน้าซีดเชียว”

ผู้หญิงคนนั้นน่าจะอายุราวๆ สามสิบเจ็ด ร่างเล็กค่อนข้างอวบนั้นคะเนแล้วคงสูงไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบห้าเซนติเมตร เมื่อต้องพยุงร่างโปร่งบางของหญิงสาวอีกคนที่ตัวสูงกว่าจึงมีท่าทางย่ำแย่พอ กัน เมฆปรี่ไปหาผู้หญิงทั้งคู่อย่างรวดเร็วช่วยพยุงอีกข้าง เขามองดวงหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดของโปรดปรานด้วยความเป็นห่วง แววตาของหล่อนมีรอยตระหนกเหมือนคนที่เพิ่งได้ยินได้ฟังข่าวร้ายอย่างไรอย่าง นั้น

บงกชหันมายิ้มขอบคุณแต่ก็แปลกใจในท่าทีของชายหนุ่มผู้นี้...กระทั่งได้ยิน เขารัวคำถามใส่หญิงสาวผู้เป็นแขกประจำของร้านจึงคลายความสงสัย

“โปรด...เป็นอะไร...โทรศัพท์เมื่อครู่มีอะไร?”

“เพื่อนน้องโปรดเหรอคะ?” ถามแล้วเจ้าตัวก็ไม่รอคำตอบ “พี่ว่าพาน้องโปรดขึ้นไปพักข้างบนก่อนดีกว่าค่ะ ท่าทางเหมือนจะเป็นลม”

“ครับ?”

เสียงสูงนั้นฟังอย่างไรก็ไม่เหมือนว่าเขารับคำ บงกชจึงหันมามองเหมือนค้นหา...ครั้นเห็นร่องรอยแปลกใจในแววตาจึงแน่ใจ...เขา ไม่ได้รับคำจริงๆ นั่นแหละ แถมดูท่าทางเหมือนเพิ่งจะรู้ด้วยซ้ำว่าโปรดปรานพักอยู่ที่คอนโดมิเนียมแห่ง นี้

สติที่กระจัดกระจายของโปรดปรานแทบจะกลับคืนมาทันทีที่ได้ยินประโยคเมื่อครู่ ของบงกชหรือที่หล่อนเรียกติดปากว่า...พี่บัว หญิงสาวเหลือบตามองคนที่ช่วยพยุงอีกข้างอย่างขยาด แววตานิ่งสนิทนั้นดูก็รู้ว่ามีพายุก่อตัวอยู่ด้านใน โปรดปรานกระเถิบตัวออกห่างแต่มือที่ช่วยพยุงแขนไว้กลับรั้งแน่นหนา หล่อนละล่ำละลัก

“ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ...แค่หน้ามืด...นิดหน่อย”

“อะไรกัน...หน้ายังซีดอยู่เลย ให้เพื่อนน้องโปรดพาขึ้นห้องดีกว่า ประเดี๋ยวล้มหัวฟาดไปจะเป็นเรื่อง”

“อย่าดื้อน่า เดี๋ยวเมฆพาไปส่ง” คนพูดดุเสียงเรียบ

“ใช่ อย่าดื้อเลยค่ะ มา...เดี๋ยวพี่ไปส่ง” แล้วทั้งคู่ก็ไม่รอให้ปฏิเสธ ต่างช่วยกันคนละข้างพยุงหล่อนเดินออกจากร้าน โปรดปรานนึกอยากขืนตัวยืนนิ่งอยู่กับที่เหลือเกินหากน้ำหนักมือจากคนตัวสูง ที่ช่วยพยุงอีกข้างเหมือนจะเตือนกลายๆ หญิงสาวจึงยอมเดินอย่างสงบเสงี่ยม...อีกอย่าง โปรดปรานกลัวบงกชจะสงสัยด้วย

เมื่อมาถึงห้องของโปรดปรานที่อยู่บนชั้นเก้าบงกชก็ขอตัวลงไปดูแลร้านต่อแต่ ก็ไม่วายเป็นห่วงเป็นใยโปรดปรานถึงกับฝากฝังไว้กับเมฆว่าถ้าหากอาการของหญิง สาวยังไม่ดีขึ้นให้แวะส่งข่าวบอกหล่อนที่ร้านก่อนเขากลับ เมฆรับคำเป็นมั่นเหมาะขณะเดินไปส่งบงกชที่ประตู ก่อนออกไปหญิงสาวร่างเล็กอวบหันมาแล้วถาม

“ชื่ออะไรคะ? พี่จะได้เรียกถูก ส่วนพี่ชื่อบัว”

“เมฆครับ”

“ฝากน้องโปรดด้วยนะ”

“ครับ”

โปรดปรานซึ่งเอนหลังพิงพนักโซฟาฟังเสียงประตูปิดลงด้วยใจเต้นระทึก รู้สึกเหมือนโลกตรงหน้าวูบไปอีกครั้งจึงหลับตาลง คนตัวสูงเดินกลับมาพอดีเขามองคนที่นั่งหน้าซีดบนโซฟาพลางส่ายหน้าก่อนจะเดิน กลับไปยังห้องครัวที่อยู่ใกล้ประตูห้อง เมฆเปิดตู้ไซด์บอร์ดหาแก้วน้ำจนเจอจึงรินน้ำเย็นจากตู้เย็นใส่แก้วแล้วนำไป วางบนโต๊ะกระจกใสตรงหน้าคนป่วย เสียงแก้วกระทบกันทำให้หล่อนลืมตามอง

“ดื่มน้ำเย็นสิน่าจะช่วยได้...มียาดมมั้ย?” เขาถามพลางเหลือบมองตะกร้าสานใบเล็กที่วางบนโต๊ะ ครั้นไม่ได้รับคำตอบจึงหันกลับมามองหน้าเจ้าของห้องซึ่งกำลังจ้องมองเขาด้วย ความแปลกใจ ชายหนุ่มยิ้มตรงมุมปากก่อนถาม “มีอะไร?”

โปรดปรานสะดุ้งก่อนส่ายหน้าแล้วตอบ “ไม่มีหรอกยาดมน่ะ ไม่ต้องหาหรอก”

เมฆจึงเลิกมองหาแล้วลงนั่งบนเก้าอี้นวมตัวที่อยู่ใกล้โซฟาถามคนที่ยังหน้าซีดเสียงจริงจัง

“โทรศัพท์เมื่อครู่...มีอะไร เล่าให้เมฆฟังได้มั้ย?”

คำถามของชายหนุ่มเหมือนเข็มปลายแหลมที่สะกิดโดนใจ...โปรดปรานสูดลมหายใจยาว ก่อนเอ่ยเสียงสั่นเหมือนหัวใจที่กำลังสั่นเพราะความกลัว...หล่อนกลัวความสูญ เสีย ตลอดชีวิตโปรดปรานเจอแต่ความสูญเสีย...ตั้งแต่พ่อ แม่ แม้กระทั่งความรัก

หล่อนไม่อยากสูญเสียญาติผู้ใหญ่ที่เหลือเพียงคนเดียวไปอีกคน...

“พี่เปรมโทรมาบอกว่าป้าปิ่นประสบอุบัติเหตุ รถที่นั่งเบรกแตก ตอนนี้อยู่ในห้องผ่าตัด โปรดต้องรีบไป...” พูดจบคนพูดทำท่าจะลุกแต่มือแข็งแรงคว้าข้อมือไว้เสียก่อน

“ไปไหน?”

“สนามบิน...โปรดจะขึ้นเครื่องไปเชียงใหม่”

“มีตั๋วแล้วเหรอ?” เมฆถามเสียงดุ เข้าใจความรู้สึกอีกฝ่ายแต่ก็ไม่เห็นด้วยที่หล่อนจะบุ่มบ่ามทำอะไร “เอางี้...เดี๋ยวเมฆโทรถามเรื่องตั๋วให้ก่อน ถ้ายังไงไม่มีจริงๆ ก็ค่อยไปสแตนด์บายรอที่สนามบิน ตอนนี้นอนพักก่อน” พูดจบชายหนุ่มก็จ้องหน้าคนที่อยู่บนโซฟาครั้นเห็นเจ้าหล่อนยังลืมตาโพลงมอง มาก็เอ่ยเสียงเข้ม “หลับตา!”

โปรดปรานปิดเปลือกตาลงอย่างว่าง่ายกระทั่งได้ยินเสียงอีกฝ่ายลุกขึ้นและเดิน ห่างออกไปจึงปรือตามอง เห็นเมฆเดินออกไปที่ระเบียง ร่างสูงกำลังโทรศัพท์แต่หญิงสาวไม่ได้ยินว่าเขาพูดอะไรหรือพูดกับใคร หล่อนเลื่อนสายตากลับมาหยุดที่เพดานเหนือศีรษะด้วยท่าทางเหมือนกำลังครุ่น คิด

วินาทีแรกที่รู้ข่าวร้ายจากเปรมปรีดิ์ โปรดปรานรู้สึกราวกับว่ากำลังลอยอยู่กลางอากาศที่เบื้องล่างมีแต่ความว่าง เปล่า...มันเคว้งคว้างและเปล่าเปลี่ยวเหมือนโลกทั้งโลกมีหล่อนเพียงลำพัง การได้มีใครสักคนเป็นเพื่อน...ทำให้อบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก แม้จะเป็นคนที่หญิงสาวอยากอยู่ให้ไกลห่างที่สุดก็ตาม

ถึงอย่างนั้นก็เถิด...หล่อนก็ต้องคอยย้ำเตือนหัวใจไว้ตลอดเวลาว่าคนที่เป็น เพื่อนยามเปล่าดายคนนี้เป็นของคนอื่น เขาไม่ใช่ของหล่อน...ไม่ใช่ของหล่อนอีกแล้ว

และโปรดปรานจะไม่มีวันเป็น ‘มือที่สาม’ ในชีวิตใคร!



โปรดติดตามตอนต่อไป...

หากผู้ใดกระทำการคัดลอกเพื่อนำไปโพสในบล็อกหรือตามเวบอื่นโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษปรับตามกฎหมายตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือ หากนำเรื่องไปเสนอต่อสำนักพิมพ์ ถือเป็นการเสนอขาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. กฎหมายลิขสิทธิ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น