แสงแข บทที่ ๓

Wednesday, September 09, 2009

ท่านชายชวาลา


“เจ้าพี่...เจ้าพี่...เจ้าพี่ ประทับอยู่ที่นี่หรือเปล่าคะ”

เสียงเสนาะใสดังมาจากชั้นล่างสุดของตำหนัก พร้อมเสียงย่ำรองเท้ากับพื้นไม้ดังโครมคราม คนที่กำลังเดินลงบันไดมายิ้มเอ็นดูเมื่อนึกไปถึงหน้าของแม่นมที่อบรมสั่งสอน คนมาตามตั้งแต่เล็กแต่น้อย หากมาได้ยินได้เห็นกับตาจะลมใส่กี่ครั้งก็ไม่รู้

“พี่อยู่นี่ หญิงรุ่ง” เมื่อขานรับไปนั้น ก็พอดีกับที่ลงมาถึงชั้นล่างสุดของตำหนักแล้ว

ท่านหญิงรุ่งหยุดยืนรอตรงระเบียงกว้างหน้าตำหนัก ทรงคลี่โอษฐ์ยิ้มรับผู้ที่ก้าวล่วงออกมาจากประตูและหยุดยืนอยู่ตรงหน้าด้วย ความดีพระทัย

“หญิงนึกแล้วว่าจะต้องเจอเจ้าพี่ที่นี่”

“พี่มาดูบ้าน จากไปนานไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง”

“เจ้าพี่ไม่อยู่ ท่านป้าทรงดูแลตำหนักเป็นอย่างดีค่ะ ยิ่งก่อนที่เจ้าพี่จะกลับมา องค์แขเล่าให้ฟังว่าท่านป้าสั่งช่างมาซ่อมแซมเป็นการใหญ่ เพื่อเตรียมรับเจ้าพี่”

ชื่อที่หลุดจากโอษฐ์ของท่านหญิงรุ่งทำให้ผู้ที่ฟังเลิกขนงแวบหนึ่งก่อนจะทรง นึกออกในเวลาต่อมา...องค์แข พระองค์หญิงศุภรางศุ์อำไพ สังหรณ์บางประการกระตุ้นพระทัยขององค์เองให้นึกถึงเด็กหญิงที่เพิ่งวิ่งจาก ไปเมื่อครู่ที่ผ่านมา...หรือจะเป็น...

“จริงสิ แล้วนี่น้องหญิงจะไปไหน”

“หญิงจะไปตำหนักสุขอารมณ์ค่ะ”

“ตำหนักท่านป้า”

“ค่ะ เจ้าพี่จะเด็จไปด้วยกันไหมคะ หรือจะเด็จไปที่โฮเต็ล เจ้าพี่ชยางอยู่ที่นั่นกับองค์ภาณุค่ะ”

“น้องหญิงไปตำหนักท่านป้าเถอะ พี่ฝากทูลท่านป้าด้วยนะน้องหญิง”

“ทูลว่าอย่างไรคะ...”

“ทูลท่านป้าว่าพรุ่งนี้พี่จะเข้าไปกราบท่านด้วยตัวเอง”

“อ้าว...แล้วทำไมวันนี้เจ้าพี่ไม่เด็จไปกราบท่านเสียเลยล่ะคะ”

ท่านชายชวาลาทรงยิ้มอ่อนบางตรงมุมโอษฐ์ ก่อนตรัสตอบน้องหญิงของพระองค์ว่า

“ก็พี่ไม่ได้เอาของฝากติดมือมาสักอย่าง จะไปได้อย่างไร น่าเกลียดตายเลยค่ะ”

ครานี้น้องหญิงทรงพยักพักตร์อย่างเข้าพระทัย

“ตามทัยเจ้าพี่เถอะ หญิงไปก่อนนะคะ เดี๋ยวจะยิ่งมืดไปกว่านี้” ท่านหญิงรุ่งย่นนาสิกเล็กน้อยเมื่อตรัสต่อ “หญิงไม่อยากถูกหม่อมแม่ดุเอาค่ะ”

ท่านชายชวาลาทรงสรวล แววเนตรที่ทอดจับอยู่ที่ขนิษฐามีฉายรอยอ่อนโยนยิ่งนัก

“น้องหญิงจะกลับกี่โมง เดี๋ยวพี่จะได้แวะไปรับ”

ท่านหญิงรุ่งสบเนตรของผู้เป็นเชษฐาอย่างลังเลก่อนจะตรัสถาม

“เจ้าพี่ไม่กลับพร้อมเจ้าพี่ชยางกับองค์ภาณุเหรอคะ”

เป็นที่รู้กันว่าเมื่อใดที่เจ้านายหนุ่มทั้งสององค์ประทับสังสรรค์กับหมู่ พระสหายที่โฮเต็ล ก็มักจะเสด็จกลับตำหนักเมื่อเวลาดึกดื่นค่อนคืนแล้วนั่นล่ะ

“ไม่หรอกค่ะ น้องหญิง พี่แวะไปครู่เดียวเท่านั้น ถ้าน้องหญิงให้พี่ไปรับพี่จะได้มีข้ออ้างออกมาเร็วๆ”

ท่านหญิงรุ่งแย้มสรวลก่อนผงกเศียรรับ แล้วสองเจ้าพี่เจ้าน้องก็แยกทางกันตรงนั้น องค์หนึ่งมุ่งหน้ากลับไปยังตำหนักขาวเพื่อให้คนรถไปส่งที่โฮเต็ล ส่วนอีกองค์มุ่งหน้าไปที่ตำหนักสุขอารมณ์ที่อยู่ไม่ไกลนัก



ท่านหญิงรุ่งดำเนินทอดน่องอย่างสบายพระทัย นี่ถ้าเป็นองค์แขป่านนี้คงจะผิวปากเป็นเพลงแล้วกระมัง องค์แขล่ะชอบนักที่จะทำอะไรก็ตามที่ขัดกับสิ่งที่นมพิกุลเคยอบรมบ่มเพาะมา และถ้ายิ่งทำให้นมพิกุลเดือดปุดๆ ได้ล่ะก็ องค์แขเป็นไม่รั้งรอเชียวล่ะ

ท่านหญิงรุ่งแย้มโอษฐ์เป็นรอยยิ้มเมื่อนึกถึงสหายสนิท การมาพักผ่อนที่หัวหินแต่ละครั้งล้วนมีเรื่องราวอันน่าจดจำซึ่งเกิด จากวีรกรรมขององค์แขทั้งสิ้น โดยมีท่านหญิงรุ่งเป็นผู้ตามที่ดี...ไม่เคยขัด และไม่เคยห้ามปราม

จะขัดจะห้ามทำไม...ในเมื่อท่านหญิงรุ่งทรงทราบดีแก่พระทัยองค์เองว่าไม่มีทางขัดหรือห้ามปรามพระสหายได้แม้แต่น้อย

อย่างเช่นครั้งหนึ่ง...องค์แขเคยเก็บซากงูที่ลอกคราบทิ้งไว้ไปหลอกแม่เอิบคน ครัวที่ตำหนักจนกระทั่งวิ่งหนีกระหืดกระหอบผ้าแถบหลุดนมโทงเทงให้องค์แขสรวล จนองค์งอ อีกครั้งหนึ่งองค์แขอีกนั่นล่ะที่ปีนต้นไม้ขึ้นไปหลอกพวกเรือนครัวที่แอบ เล่นไพ่ตอนกลางคืนจนกระเจิดกระเจิงกันไปทั้งวง

ทั้งสองครั้งนั้นท่านป้าก็ทำโทษองค์แขอย่างหนักเช่นกัน แต่อย่าคิดว่าองค์แขจะเข็ดหลาบ

ไม่เลย...องค์แขเคยพูดกับท่านหญิงรุ่งว่า...

‘ยิ่งสนุกสิไม่ว่า เรายิ่งต้องทำให้เขาจับไม่ได้ว่าเราเป็นคนทำ’

จำได้ว่าองค์เองถามกลับไปเหมือนกัน

‘ก็แล้วถ้าเขาจับได้ล่ะองค์แข’

‘จับได้ถูกท่านแม่ทำโทษ...ก็เท่านั้นเอง หญิงรุ่ง’

ขณะที่ดำเนินไปเรื่อยๆ นั้นเอง ท่านหญิงรุ่งทรงสังเกตเห็นใครคนหนึ่งเดินอยู่บนหาดทราย มืออีกข้างหิ้วรองเท้าเดินชายหาดไว้หมิ่นๆ ในขณะที่เท้าทั้งสองระน้ำทะเลเล่นอย่างไม่กลัวเปียก เพียงแค่มองเห็นไกลๆ ก็ทรงจดจำได้ในทันที ใครคนนั้นคือคนที่อยู่ในความนึกคิดของท่านหญิง...สหายสนิทเพียงองค์เดียว

“องค์แข”

ท่านหญิงโบกหัตถ์กวักเรียกอีกแรงเมื่อเห็นว่าฝ่ายนั้น เหลียวมา ทรงก้มลงถอดรองเท้าก่อนจะวิ่งลงไปสมทบ เมื่อไปถึงและเห็นสีพักตร์บูดบึ้งราวกับว่าไม่สบอารมณ์ของฝ่ายนั้น ท่านหญิงก็ทรงถามอย่างอดไม่อยู่

“องค์แขเป็นอะไร ท่านป้าทรงดุเอาหรือไง”

ผู้ที่ทำพักตร์บึ้งพักตร์งอไม่ตอบ กลับยิ่งเตะบาทจนน้ำทะเลแตกกระเซ็น ท่านหญิงรุ่งทรงเบี่ยงองค์หลบด้วยกลัวฉลององค์จะเปียกไปด้วย

นี่อย่างไร...ฤทธิ์เดชขององค์แขเริ่มออกล่ะ !

“หญิงรุ่งไม่รู้อะไร เมื่อครู่เราไปเจอคนบ้า...” ตรัสเพียงนั้นก็ทรงจุ๊โอษฐ์อย่างหงุดหงิดพระทัย สายตาของผู้ชายคนนั้นที่มองพระองค์ยังตามติดมาถึงนี่

สายตาที่มองเหมือนทรงเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆ ก็ไม่ปาน

ฮึ !

ทั้งคำพูดนั่นก็อีก...ถือดีนักเทียว ไล่ต้อนจนองค์เองจนมุมมิอาจโต้กลับได้แม้แต่น้อย อย่าให้เจอหน้าอีกเป็นครั้งที่สองนะ

พระองค์แขทรงหมายมาดในพระทัย...ถ้าเจอผู้ชายคนนั้นอีกเมื่อไร จะทรงแกล้งให้เข็ดเลยทีเดียว !

ท่านหญิงรุ่งที่นิ่งฟังสหายอยู่นานตรัสถามด้วยความเป็นห่วง

“จริงหรือองค์แข แล้วคนบ้านั่นมาทำร้ายหรือเปล่า” ท่านหญิงทรงจับพาหาของสหายแล้วจับให้หมุนองค์เป็นวงกลมราวกับจะสำรวจให้ทั่ว ว่ามีบาดแผลหรือรอยฟกช้ำตรงไหนหรือไม่

“เปล่าหรอก เขาไม่ได้ทำร้ายอะไรเราหรอก” สุรเสียงองค์แขเบาลงเมื่อทรงตระหนักถึงความห่วงใยของอีกฝ่าย

ท่านหญิงรุ่งทอดถอนด้วยความโล่งพระทัย คนที่ยังทอดบาทระน้ำทะเลเล่นหันขวับมา ดวงเนตรแพรวพราวจนทำให้คนมองอดหวั่นหทัยมิได้...ก้าวบาทถอยออกไปหลายก้าวโดย มิรู้องค์ พักตร์ของผู้เป็นสหายบูดบึ้งยิ่งนักขณะเอ่ยประโยคที่เต็มไปด้วยความฉุนกริ้ว

“แต่เขาทำให้เราเจ็บใจ ! ”

“ใจเย็นๆ นะองค์แข” ท่านหญิงรุ่งปลอบประโลมก่อนจะจูงหัตถ์อีกฝ่ายขึ้นมาประทับนั่งบนชายหาด “มานั่งตรงนี้ดีกว่า หญิงมีอะไรจะเล่าให้ฟังด้วยนะ” ท่านหญิงรับสั่งดึงความสนใจของสหายจากเรื่องขุ่นข้อง

เนตรกลมโตหากทว่าทั้งคมและดุตวัดมอง ร่องรอยสนใจฉายชัด

“เรื่องงานเลี้ยง”

“งานเลี้ยง ? ที่ไหน ? “

“ที่ตำหนักขาว...เด็จพ่อจัดประทานให้เจ้าพี่”

“เจ้าพี่ชยางน่ะหรือ...”

พระสหายส่ายพักตร์ ก่อนตอบพร้อมรอยแย้มโอษฐ์ “เจ้าพี่ชวาลา”

“เจ้าพี่ชวาลา“

องค์แขทรงทวนพระนามที่ท่านหญิงรุ่งรับสั่งถึง

เจ้าพี่ชวาลา...โอรสของท่านป้าที่เสด็จไปทรงศึกษาต่อ พร้อมเจ้าพี่ภาณุ...เชษฐาของพระองค์ หากทว่าเจ้าพี่เสด็จกลับมาก่อน ระยะเวลาเนิ่นนานหลายปีทำให้ทรงเกือบลืมไปด้วยซ้ำว่ายังมีเจ้าพี่อีกองค์

ความทรงจำในวันเก่าก่อนย้อนคืนกลับมาอย่างแช่มช้า...ภาพ เจ้าพี่ในความทรงจำคือภาพเด็กชายในวัยสิบห้าพรรษาวรองค์สูงโย่งพอกับเจ้าพี่ ผู้เป็นเชษฐา แต่เจ้าพี่ชวาลาค่อนข้างเงียบขรึมและรับสั่งน้อย

กระนั้นดวงเนตรก็มีแววว่าเป็นผู้มีพระทัยดี

ก็เพราะพระทัยดีนี่ล่ะจึงได้ช่วยเหลือพระองค์หญิงทุกครั้งเวลาที่เจ้าพี่ภาณุทรงกลั่นแกล้ง

“เจ้าพี่ชวาลาที่ใจดีที่สุดกลับมาจริงๆ หรือหญิงรุ่ง ดีจัง...หญิงอยากเจอเจ้าพี่ที่สุด”

พระองค์หญิงตรัสอย่างตื่นเต้น

“เย็นนี้เจ้าพี่จะแวะมารับหญิงกลับตำหนัก องค์แขได้เจอแน่นอน”

“แล้วตอนนี้เจ้าพี่ไปไหนเสียล่ะ ทำไมไม่แวะมาเฝ้าท่านแม่”

“เด็จไปที่โฮเต็ล”

พระองค์หญิงทรงร้องอ้าว พักตร์งอง้ำจนผู้เป็นสหายสงสัย

“ทำไมหรือองค์แข ? ”

“โธ่ ! หญิง...ก็ เจ้าพี่ของเรากับเจ้าพี่ของหญิงก็อยู่ที่นั่น ถ้าเจ้าพี่ชวาลาไปเจอทั้งสององค์ มิระเริงจนลืมนัดเลยรึ”

ท่านหญิงรุ่งส่ายพักตร์ รับสั่งปนสรวลบางเบาว่า

“ไม่หรอก...เจ้าพี่รับคำเป็นมั่นเหมาะ เจ้าพี่ไม่ผิดคำพูดหรอกน่า”

“จะจริงรื้อ...? เราไม่อยากจะเชื่อเลย ลองใครได้เจอเจ้าพี่ภาณุกับเจ้าพี่ชยางเป็นลืมทุกสิ่งทุกอย่างทั้งนั้นล่ะ หญิงรุ่งก็เหมือนกัน...ทำเป็นเชื่อคำพูดเจ้าพี่ไปได้ กี่ครั้งแล้วเล่าที่เจ้าพี่ภาณุกับเจ้าพี่ชยางผิดคำพูดกับเราสองคน” ถ้อยรับสั่งฉอดๆ มิได้ทำให้ท่านหญิงรุ่งหวั่นหทัยแม้แต่น้อย ทรงเชื่อมั่นว่าเจ้าพี่ชวาลาจะไม่เป็นอย่างเจ้าพี่อีกสององค์

พระองค์แขทรงลอบชำเลืองดูผู้เป็นสหายว่าจะมีปฏิกิริยาใด กับถ้อยรับสั่งหรือไม่ ครั้นทอดพระเนตรเห็นว่ายังคงมีท่าทางเหมือนสบายพระทัยก็ทรงนึกหงุดหงิดที่ กลั่นแกล้งท่านหญิงรุ่งไม่สำเร็จ หากเพียงขั่วครู่ก็ทรงสลัดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว

“ไปเถอะหญิงรุ่ง กลับตำหนักกันดีกว่า ป่านนี้ป้าพิกุลเตรียมของว่างเสร็จแล้ว”



ป้าพิกุลเตรียมของว่างเสร็จเรียบร้อยอย่างที่ พระองค์แขทรงคาดเดาไว้จริงๆ เสร็จนานพอที่จะทำให้นางมีเวลาว่างมายืนรอรับเสด็จเจ้านายองค์น้อยตรงริม ทะเลใต้เงาโพธิ์ทะเลแผ่กิ่งก้านกว้าง ลมพลิ้วทำให้แดดยามบ่ายที่ระอุร้อนคลายลงไปได้เยอะ และป้าพิกุลก็ยืนหลบแดดรอจนเห็นวรองค์บางของสองพระองค์เกาะเกี่ยวหัตถ์ ดำเนินกันมาแต่ไกล

ท่าทรงพระดำเนินของพระองค์แขทำให้ป้าพิกุลส่ายหัวดิก ...นี่ถ้าอยู่ใกล้ มือของนางคงได้ถวายผางแน่ทีเดียว ก็ดูสินั่น...อย่างนี้เขาเรียกกันว่า ‘เดินสามก้าว เตะหนึ่งเปรี้ยง’ แล้วสองพระองค์ก็ชี้ชวนกันทอดพระเนตรอะไรกันให้วุ่นวาย เสียงสรวลดังลอยลมมาถึงหูนางทีเดียว

หากท่ามกลางความอิดหนาระอาใจ คือความรักเทิดทูน เพราะแม้จะส่ายหัว หากใบหน้าป้าพิกุลกลับยิ้มละไมอย่างเอ็นดู

ท่านหญิงรุ่งเป็นองค์แรกที่ทอดพระเนตรมาเห็นนาง และทรงสะกิดเรียกสหาย สุรเสียงรับสั่งตะโกนถามจึงดังแข่งกับเสียงคลื่น

“ป้าจ๋า...มีอะไรให้หญิงกินบ้างจ๊ะ หญิงหิวจัง หญิงรุ่งก็หิว...ใช่ไหม ?” ถ้อยรับสั่งในประโยคหลังทรงกระตุกหัตถ์ผู้เป็นสหายให้ช่วยตอบ ท่านหญิงรุ่งแย้มโอษฐ์จืดเจื่อนก่อนจะรับสั่งกับป้าพิกุลเมื่อเสด็จมาใกล้ แล้วว่า

“หญิงหิว...นิดหน่อยจ๊ะป้า” ทรงชำเลืองมองสหายราวกำลังดำริว่าจะรับสั่งต่อดีหรือไม่ “แต่องค์แข...คงหิวมาก”

พระองค์แขทรงตวัดเนตรค้อนขวับก่อนสะบัดหัตถ์ท่านหญิงรุ่งไม่จริงจังนัก

“ก็ได้ หญิงหิวคนเดียว แต่...เพราะป้าพิกุลทำอะไรก็อร่อยหรอก หญิงถึงหิวอย่างนี้ไงจ๊ะ” ป้าพิกุลอ้าแขนออกรับวรองค์เล็กบางที่โผมาหาอย่างออดอ้อนออเซาะ

“แหม...องค์แขของป้าทรงประจบเก่งอย่างนี้ไงเพคะ ป้าเลยทำถวายสุดฝีมือ”

“กลับกันมาแล้วหรือ...”

ถ้อยรับสั่งทักถามดังมาจากบันไดขั้นบนสุดของกำแพงหิน

“ท่านแม่”

ท่านหญิงรุ่งทรงถวายบังคมอย่างเรียบร้อย...ท่าย่อชานุไม่กระโดกกระเดกเหมือนพระองค์แข เรียกรอยแย้มบนเรียวโอษฐ์ท่านหญิงจันทร์

“หญิงรุ่งมาด้วยหรือจ๊ะ มาเร็ว...ขึ้นมาหาป้าดีกว่า ปล่อยหญิงแขไว้นั่นเถอะจ๊ะ” ทรงกวักหัตถ์ชวนท่านหญิงรุ่งด้วยพักตร์ละไม และเมื่อท่านหญิงรุ่งทรงดำเนินไปหาก็ทรงรับสั่งถามพอได้ยินกันสององค์

“ชายชวาลาล่ะจ๊ะ”

“เจ้าพี่ให้หญิงมาทูลว่าพรุ่งนี้จะเด็จมากราบท่านป้าค่ะ แต่ถ้าท่านป้าอยากเจอเดี๋ยวตอนเย็นเจ้าพี่จะแวะมารับหญิงค่ะ ให้หญิงทูลให้มาเฝ้าไหมคะ ? “

“ไม่เป็นไรหรอก พรุ่งนี้ก็พรุ่งนี้ ป้ารอได้” แม้จะรับสั่งอย่างนั้น หากตลอดทางท่านป้ารับสั่งถามเรื่องนู้นเรื่องนี้เกี่ยวกับเจ้าพี่ชวาลามิได้ ขาด จนท่านหญิงรุ่งเริ่มแปลกพระทัย แต่ทรงเก็บความสงสัยเอาไว้เงียบเชียบ

พระองค์แขทรงเกาะเอวป้าพิกุลพาเดินตามมาไม่ไกล แต่ก็ไม่อาจสดับถ้อยสนทนาของคู่ที่ดำเนินอยู่เบื้องพระพักตร์ได้ถนัด และพระองค์ก็มิได้สนพระทัยเสียด้วย...รับรองว่าเรื่องที่ท่านแม่คุยกับหญิง รุ่งไม่พ้นเรื่องน่าเบื่อหน่ายทั้งหลายนั่นล่ะ จะอยากรู้ไปทำไม...



เย็นมากแล้ว...ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีจากที่เป็นสีฟ้าสว่างไสวค่อยมืดลงทีละน้อย

ท่านหญิงรุ่งประทับอยู่ที่ตำหนักสุขอารมณ์มาเป็นเวลานาน และตอนนี้ก็ทรงนึกอยากกลับตำหนักขององค์เองแล้วด้วย แต่ทว่าผู้ที่ตกพระโอษฐ์รับคำว่าจะมารับกลับยังไม่มา

พระองค์แขทรงกระหยิ่มยิ้มย่อง มั่นพระทัยว่าถ้อยรับสั่งที่ปรามาสไว้นั้นเป็นจริงแน่นอน รอยแย้มพระโอษฐ์จึงมีทีท่าเยาะเย้ยอยู่นิดๆ แต่ทว่าพระพักตร์ของพระองค์แขกลับแปรเปลี่ยนไปเมื่อทรงสดับเสียงรถยนต์แล่น เข้ามาจอดบริเวณด้านที่ติดกับถนน ขนงโก่งเรียวขมวดเข้าหากันอย่างขัดพระทัย

“มาแล้ว...เจ้าพี่ชวาลามาแล้วแน่ๆ “ ท่านหญิงรุ่งทรงร้องออกมาด้วยหทัยที่ลิงโลด ทรงเหลียวพักตร์ไปทางท่านหญิงจันทร์...ตรัสถาม “ท่านป้าให้หญิงไปตามเจ้าพี่ขึ้นมาก่อนไหมคะ ? “

“ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะหญิง”

“อย่างนั้นหญิงทูลลาเพคะ” ถวายบังคมท่านหญิงจันทร์เป็นที่เรียบร้อย จึงหันไปกุมหัตถ์ผู้เป็นสหายพลางรับสั่งว่า “พรุ่งนี้ตอนเจ้าพี่เด็จมากราบท่านป้า หญิงจะขอติดรถมาด้วย...มาหาองค์แข”

พระองค์แขพยักเศียรรับก็จริง กระนั้นดวงพักตร์ยังงอง้ำอย่างผู้ที่ไม่สมพระทัย แต่ถึงอย่างไรก็ยังทรงดำเนินไปส่ง...ก็พระสหายสนิทมีเยอะเสียเมื่อไร...

เสียงฝีเท้าที่ดังเป็นจังหวะขึ้นบันไดตำหนักมาทำให้ทรง หันมาจ้องเนตรกันนิ่ง ท่านหญิงรุ่งแปลกพระทัยนิดหน่อยเพราะทรงทราบแล้วว่าเจ้าพี่จะไม่เสด็จขึ้นมา รับ

...แต่เจ้าพี่อาจจะเปลี่ยนพระทัยกระมัง...

ผู้ที่ดูจะเดือนร้อนหรือจะเป็นเพราะสงสัยเต็มแก่คือ พระองค์แข...จึงทรงพระดำเนินรวดเร็วแกมวิ่งจนป้าพิกุลทูลเตือนเสียงหลงที เดียว หากก็หาทรงสดับฟังไม่ เมื่อไปถึงประตูพระองค์หญิงทรงก้าวออกไปทันทีโดยไม่รีรอเป็นผลให้ชนโครมเข้า กับใครคนหนึ่ง วรองค์บางของพระองค์แขกระเด็นและจวนจะล้ม ทว่ามีมือแข็งแรงเหนี่ยวต้นพาหาของพระองค์ไว้ พระองค์แขเองก็ทรงคว้าแขนอีกฝ่ายไว้แน่นเช่นกันขณะที่ทรงร้องอุทานลั่น

“ว๊าย ! ” จากนั้นคือรับสั่งบ่นอีกยืดยาว “เดินยังไง...ฮึ ดูสิมาชนเรา โอย...เจ็บจัง คนอะไรตัวแข็งทื่ออย่างกะต้นไม้...หัวจะโนไหมเนี่ย...”

“ไม่โนหรอก...ที่เห็นอยู่นี่ก็ยังเหมือนเดิมทุกประการ“ เสียงทุ้มกังวานที่ตอบมายิ่งทำให้พระอารมณ์พุ่ง พระองค์แขเงยพักตร์จ้องผู้ที่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ...ในความคิดของพระองค์ เขม็ง แต่แล้วดวงเนตรก็แทบจะเบิกค้าง

ครู่หนึ่งทีเดียวกว่าจะทรงได้พระสติ กะพริบเนตรถี่...ตาไม่ฝาดแน่...นี่มันตาคนบ้าเมื่อกลางวันนี่นา...มาทำอะไรอยู่ที่นี่...

สิ้นสุดความคิด คำตอบก็ดูเหมือนจะมาทันทีเมื่อท่านหญิงรุ่งตรัสอุทานออกมาอย่างดีใจ

“เจ้าพี่ ! “

“เจ้าพี่ ? “ ถ้อยรับสั่งที่หลุดออกจากโอษฐ์พระองค์แขดังราวกระซิบ พระพักตร์ซีดเผือดทีเดียว ทรงจ้องพระเนตรของผู้ที่ท่านหญิงรุ่งเรียกว่าเจ้าพี่นิ่ง...ทอดพระเนตรเห็น แววบางอย่างในดวงเนตรคู่นั้นแล้วก็ทรงรู้สึกถึงความโกรธที่แล่นเป็นริ้วๆ จนวรองค์สั่นเทิ้ม

ก็แววเนตรที่เห็นมีทั้งรอยขัน...รอยยิ้มยั่ว...แล้วนั่น เล่า...รอยแพรวพราวระยิบระยับนั่น...หมายความว่ากระไร...พระองค์แขทรงกัดพระ ทนต์แน่นขณะรับสั่งเนิบช้า

“เราไม่ใช่ตัวตลก...ปล่อย ! “

หม่อมเจ้าชายชวาลาทรงปล่อยพาหาบอบบางของพระองค์หญิงอย่าง ง่ายดาย หากร่องรอยในดวงเนตรยังคงเต้นพราวอย่างที่ผู้ทอดพระเนตรมองแน่วอยากจะทำอะไร สักอย่างเหลือเกิน...หากทรงทำมิได้

“ชาย...ชายชวาลาหรือนั่น...”

ถ้อยรับสั่งของพระมารดาเป็นสิ่งที่ไม่ทรงอยากได้ยินแม้แต่น้อย...

...เจ้าคนบ้านั่น...ที่แท้คือเจ้าพี่ชวาลาดอกหรือ...

พระองค์แขไม่อยากเชื่อ...ที่ยิ่งกว่านั้น...ที่พระองค์อยากจะทำที่สุดเวลานี้คือ...

ทรงอยากมุดแทรกแผ่นดินหนีไปเสียให้ไกล...ไกลที่สุด...

ไกลจากดวงเนตรยิ้มยั่วนั่นไปให้ไกลสุดหล้าเลยทีเดียว

...เกลียด...เกลียดเจ้าพี่ชวาลานักเชียว...




หากผู้ใดกระทำการคัดลอกเพื่อนำไปโพสในบล็อกหรือตามเวบอื่นโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษปรับตามกฎหมายตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือ หากนำเรื่องไปเสนอต่อสำนักพิมพ์ ถือเป็นการเสนอขาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. กฎหมายลิขสิทธิ์

You Might Also Like

0 Comments

Flickr Images

Subscribe