webboard blog Image Map

สายลมรักกลางฤดูเหงา บทที่ ๒




บทที่ ๒

ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าในวินาทีใดวินาทีหนึ่งข้างหน้าเป็นสัญญาณว่า วันนี้จะสิ้นสุดในไม่ช้า สุดสัปดาห์นี้ช่างน่าเบื่อหน่ายเหลือเกินสำหรับคนที่นั่งอยู่ตรงระเบียง คอนโดมิเนียมมองพระอาทิตย์ด้วยแววตาเต็มไปด้วยรอยครุ่นคิด อิงฤทัยทรมานใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อความขุ่นข้องตามเกาะกินมาตั้งแต่เย็นวัน ศุกร์และแม้จะพยายามทำให้ตัวเองยุ่งเข้าไว้ด้วยการออกไปช็อปปิ้งและทานข้าว กับเพื่อนสนิทที่พักอยู่ด้วยกัน แต่ก็ไม่อาจหยุดความคิดระแวงระไวทีเกิดขึ้นได้เลย หล่อนจึงไม่สนุกอย่างที่ควรจะเป็น อิงฤทัยบอกไม่ถูกว่าทำไมจึงเกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นทั้งที่ตลอดเวลาที่คบ กันมาเกือบแปดปีเมฆทำให้หล่อนเชื่อว่าเขาจริงใจ...และไม่มีใครอื่นนอกจาก หล่อน

แต่เหตุการณ์เมื่อวันศุกร์ทำให้อิงฤทัยไม่แน่ใจในสิ่งที่ตนเชื่อมั่น เมฆดูแปลกไปจากเคย...ไม่เป็นตัวของตัวเอง อิงฤทัยพยายามทบทวนว่าอะไรทำให้ชายคนรักเป็นเช่นนั้นแต่ก็ไม่สามารถหาคำตอบ ได้ กระนั้นหล่อนมั่นใจว่าความหวาดระแวงนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะหล่อนคิดไปเอง

เมฆ ไม่เคยปฏิเสธหล่อน...ไม่เคยปฏิเสธทันควันแทบไม่ได้ใช้เวลาคิดอย่างที่เขาทำ วันนั้น ปกติเมฆโอนอ่อนผ่อนตามหล่อนเสมอ เพื่อนของหญิงสาวต่างอิจฉาที่หล่อนมีแฟนคอยเอาอกเอาใจและ...ตามใจ คู่ของหล่อนกับเมฆจึงเป็นคู่ที่เพื่อนฝูงจับตามอง รอคอยว่าเมื่อไรจะลั่นระฆังวิวาห์เสียที

ทั้งคู่เคยพูดคุยเรื่องนี้กันมาบ้างแต่ด้วยความที่ต่างก็รู้สึกว่ายังไม่ พร้อมจึงไม่ได้มีการตกลงใดๆ ที่แน่นอน กระนั้นก็เป็นรู้กันว่าจะต้องมีการแต่งงานเกิดขึ้น

กลางดึกคืนวันเสาร์เมฆโทรมาหาหล่อน แต่แทนที่จะทำให้อิงฤทัยรู้สึกดีขึ้น ตรงกันข้าม...หล่อนกลับรู้สึกเหมือนดิ่งลงเหว เมฆโทรมาหาหล่อนก็จริงแต่แทบจะรู้สึกได้ว่าที่โทรมาเพราะต้องการจะลืมอะไร สักอย่าง หล่อนไม่รู้เท่านั้นล่ะว่ามันคืออะไร เขาใจลอยเสียจนหล่อนรู้สึก พอถาม...เขาก็ขอโทษแล้วออกตัวว่าคิดเรื่องงานเต็มสมอง แม้จะฟังขึ้นแต่สัญชาตญาณของหญิงสาวบอกว่า...ไม่ใช่ สุดท้ายหล่อนเป็นฝ่ายตัดบทและวางสายเสียเอง คืนนั้นหล่อนนอนไม่หลับทั้งคืน

เป็นครั้งแรกตั้งแต่คบกันมาที่อิงฤทัยเกิดความระแวงในตัวเมฆ หล่อนรู้สึกเหมือนเมฆกำลังหวั่นไหวและความหวั่นไหวนั้นมีแรงสั่นสะเทือนมาก พอที่จะทำให้เกิดริ้วคลื่นบนผิวน้ำอันนิ่งเรียบ...น้ำยิ่งนิ่ง คลื่นยิ่งแรง...

อิงฤทัยพยายามทบทวนว่าก่อนหน้านั้นมีสัญญาณผิดปกติอะไรบ้างหรือไม่ บางทีมันอาจจะมีแต่หล่อนมองข้ามไปหากทว่าคิดแล้วคิดอีกก็ไม่พบ...มันเพิ่ง เกิดขึ้นวันนั้น...วันแรก และสังหรณ์บางอย่างบอกหญิงสาวว่ามันไม่หยุดแค่นั้น!

เมื่อหัวใจมีรอยเสียแล้วทิฐิก็ตามมาวันนี้ทั้งวันอิงฤทัยไม่แตะโทรศัพท์เลย หล่อนหักห้ามใจอย่างทรมาน และจนบัดนี้ที่พระอาทิตย์จวนลับฟ้าเมฆก็ยังไม่ได้โทรหาหล่อนเลย แล้วพรุ่งนี้เล่าหล่อนจะทำอย่างไร...หล่อนควรเป็นฝ่ายโทรหาเขาก่อนหรือไม่ อิงฤทัยคิดไม่ตก ใจหนึ่งก็ถือทิฐิแรงไม่อยากเป็นฝ่ายโทรหาเขาก่อนแต่อีกใจก็เฝ้าเตือน บางที...หล่อนอาจจะคิดมากไปเองก็ได้...เมฆอาจจะเครียดเรื่องงานจริงๆ

‘ไว้ให้ถึงพรุ่งนี้ก่อนละกันค่อยคิดว่าจะโทรหรือไม่โทร’ อิงฤทัยบอกตัวเอง

เสียงไขประตูดังขึ้นหญิงสาวจึงผละจากระเบียงเดินเข้าห้องจังหวะเดียวกับที่ เพื่อนร่วมห้องเปิดประตูเข้ามาพอดี อิงฤทัยเช่าคอนโดมิเนียมอยู่กับมนัสนันท์...เพื่อนที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ สมัยมหาวิทยาลัย มนัสนันท์มีส่วนทำให้หล่อนได้รู้จักกับเมฆเพราะแฟนเก่าของมนัสนันท์เป็น เพื่อนเมฆ...เรียนคณะสถาปัตยกรรมเหมือนกัน

“ตกลงวันนี้ไม่ได้ไปไหนเหรอ?” มนัสนันท์ถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ ปกติเสาร์อาทิตย์เพื่อนร่วมห้องมักไม่อยู่ให้เห็นหน้า เมื่อวานหล่อนแปลกใจครั้งหนึ่งแล้วเมื่ออิงฤทัยชวนไปเดินเล่น หญิงสาววางถุงกับข้าวมื้อเย็นที่ซื้อมาลงบนโต๊ะทานข้าวขนาดสี่ที่นั่งที่ ตั้งชิดผนังหน้าแพนทรี่ “ถามจริงเหอะ...ทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า...กับเมฆน่ะ” คนถามเดินมาที่โซฟาสีครีมที่คนเป็นเพื่อนทรุดนั่งก่อนแล้ว หย่อนกาย

“เปล่า” อิงฤทัยตอบไม่เต็มเสียง ครั้นเห็นสายตาเพื่อนที่ไม่ละไปจากใบหน้าตนหล่อนจึงเล่าให้อีกฝ่ายฟังคร่าวๆ ถึงความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นกับตนเอง มนัสนันท์ฟังแล้วก็ขมวดคิ้ว “ชั้นว่าแกคิดมากไปเองมากกว่า เมฆเค้าก็บอกแล้วนี่ว่ามีงานด่วน คบกันมาแปดปีเค้าไม่เคยนอกใจแกไม่ใช่เหรอแล้วทำไมจู่ๆ เค้าจะคิดมานอกใจแกตอนนี้ล่ะ”

“ก็ไม่รู้ไง บอกแล้วว่าแค่สังหรณ์”

“ก็แค่สังหรณ์...” มนัสนันท์ทวนคำพูดวลีสุดท้ายของอีกฝ่าย “อาจไม่ใช่เรื่องจริง แล้วนี่โทรหาเค้าบ้างหรือยัง?”

อิงฤทัยส่ายหน้าแทนคำตอบ

“แกรู้มั้ยว่าสาเหตุที่ทำให้คนเลิกกันส่วนหนึ่งก็เพราะความคลางแคลงใจนี่ แหละ ไปเลย...ไปโทรหาเมฆเดี๋ยวนี้เลยถ้าแกไม่อยากให้เรื่องบานปลาย” หากอีกฝ่ายยังอิดออด

“ทีเค้ายังไม่โทรมาหาชั้นเลย”

มนัสนันท์ขึงตาใส่คนเป็นเพื่อนนึกอยากหยิกให้เนื้อเขียวเหลือเกิน แต่ก็เพียงแค่เตือน

“อิง...ความรักไม่มีคำว่าเกี่ยงงอนหรอกนะ ถ้ารักเมฆก็เชื่อชั้น...โทรไปหาเค้าเถอะ...นะ”

อิงฤทัยนิ่งงันไปแล้วจึงถอนใจเสียงเบาก่อนจะพยักหน้าช้าๆ



นิ้ว แข็งแรงกดปุ่มเลือกตัวอักษรเพื่อหาเบอร์โทรศัพท์ในหมวดอักษร ‘P’ เมื่อเจอเบอร์ที่ต้องการแทนที่จะโทรออกเขากลับจ้องมองชื่อและหมายเลขที่ ปรากฏบนหน้าจอเหมือนไม่แน่ใจในสิ่งที่ตนกำลังทำ ขณะนั้นเองเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นทำนองเพลงที่คนฟังรู้ทันทีว่าใครโทรมา เมฆมองชื่อที่ปรากฏขึ้นแทนที่ชื่อเมื่อครู่รู้สึกเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็น กระชากกลับมาสู่ความเป็นจริง เขาถอนใจ...ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะโล่งใจหรือ...เสียดาย...

เมื่อกดปุ่มรับสายเสียงคุ้นเคยทักมาก่อนด้วยกังวานไม่มั่นคงนัก...ละม้ายเก้อเขิน เมฆขมวดคิ้วแปลกใจ

“เมฆ...” อิงฤทัยยังไม่ทันพูดไรต่อเมฆก็เป็นฝ่ายชวน

“กำลังจะโทรชวนไปทานข้าววันพรุ่งนี้หลังเลิกงาน...อิงว่างหรือเปล่า?”

“ว่าง...ว่างสิ” น้ำเสียงละล่ำละลักราวดีใจของอิงฤทัยทำให้คิ้วชายหนุ่มขมวดอีกครั้ง “แล้วงานเมฆเสร็จมั้ย?” หล่อนถามอย่างเป็นห่วง

“ยัง...ยังไม่เสร็จเลย”

“ถ้า งั้นเมฆไปทำงานต่อเถอะ” อิงฤทัยบอกอย่างเต็มใจ หญิงสาววางเรื่องคับข้องทั้งหลายที่ยึดไว้ลงจนหมดสิ้น จริงอย่างที่ผู้เป็นเพื่อนบอก...หล่อนคิดมากไปเอง...หญิงสาวยิ้มกว้างรู้สึก ว่าหัวใจเบาฟูราวปุยเมฆ...ลอยละล่องปลิวตามลมไปหาคนที่อยู่ทางปลายสาย ไม่นึกว่าคำชักชวนพื้นๆ ที่เคยได้ฟังได้ยินจะมีผลทำให้หล่อนยิ้มได้อย่างมีความสุขเช่นนี้ มันทำให้หล่อนรู้สึกเหมือนตัวเองบ้าที่มัวแต่คิดมากจนไม่เป็นอันทำอะไรอยู่ เกือบสองวัน

ทั้งที่เมฆ...ก็ยังเป็นเมฆคนเดิม...เหมือนเดิม...

“พรุ่ง นี้เจอกัน” เมฆพึมพำบอกหญิงสาวก่อนที่ฝ่ายนั้นจะรับคำและวางหูไป เขามองโทรศัพท์ในมือด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยอาการครุ่นคิด น้ำเสียงของอิงฤทัยตอนแรกนั้นแปลกนัก...หรือว่าหล่อนจะระแคะระคายอะไร

ไม่ หรอก...ไม่น่าใช่ เขามั่นใจว่าหญิงสาวทั้งสองคนไม่เคยรู้จักหรือพบกันมาก่อน และยิ่งมั่นใจว่าเขาไม่ได้แสดงกิริยาใดให้หล่อนรู้ว่าเขารู้จักผู้หญิงที่ ยืนอยู่ข้างหน้าเลยแม้แต่น้อย ตัวโปรดปรานเองก็ไม่ได้มีท่าทางใดให้อิงฤทัยผิดสังเกตนี่นา...นอกจากท่าที ตระหนกในวินาทีแรกที่เห็นเขา หลังจากนั้นโปรดปรานก็เฉยเมย...ราวกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

ถ้ามิได้เห็นแววตาวูบเดียวนั้น เมฆก็คงคิดว่าหล่อนจำหน้าเขาไม่ได้เสียแล้ว



เวลา เย็นหลังเลิกงานผู้คนต่างทยอยกลับบ้านราวกับผึ้งแตกรัง ลิฟต์โดยสารวิ่งขึ้นลงแทบไม่ได้พักเพราะทำหน้าที่นำคนที่อยู่บนอาคารลงยัง ชั้นล่าง ดีว่าอาคารใหญ่เช่นนี้มักมีลิฟต์โดยสารหลายตัวจึงไม่เป็นปัญหา กระนั้นจำนวนผู้คนที่มากมายก็ทำให้บริเวณชั้นหนึ่งของอาคารพลุกพล่านไม่น้อย เมฆก้าวออกมาจากลิฟต์ก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อจึงหันขวับ

อิง ฤทัยนั่นเอง หล่อนคงเลิกงานก่อนจึงเป็นฝ่ายมาหาเขาที่นี่ เมฆยิ้มให้สาวคนรักพลางเดินตรงไปหาแย่งถุงผ้าดิบใบใหญ่ที่หญิงสาวใช้ใส่ เอกสารหอบเบ้อเร่อมาถือเสียเอง ก่อนจะบ่น

“หนักไม่ใช่เล่นเลยนะอิง หิ้วอะไรมาฮึ?” ฝ่ายนั้นยิ้มตอบทว่าเมฆยังจับแววขัดเขินบางอย่างได้

“งาน...อิงจะเอากลับไปทำที่บ้าน”

“ด่วนหรือเปล่า?” เมฆถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เท่าไรหรอกเมฆ” อิงฤทัยรีบปฏิเสธ

“แน่ นะ...ถ้าเป็นงานด่วนจะได้ไปซื้อของที่ซุปเปอร์กลับไปทำกินที่บ้านเมฆ อิงจะได้มีเวลาทำงานแล้วเดี๋ยวเมฆทำอะไรอร่อยๆ ให้...ดีมั้ย?”

อิงฤทัยเม้มปากพลางทำท่าตรองอยู่ครู่หนึ่งก็เผยยิ้มพลางพยักหน้ารับ

“โอเค...ดีเหมือนกัน ไม่ได้กินข้าวฝีมือเมฆนานแล้ว” อิงฤทัยสอดแขนเข้าคล้องแขนคนรัก

“งั้นไปซุปเปอร์ซื้อของก่อน วันนี้ทำอะไรดี...อิงอยากกินอะไรล่ะ” เมฆถามอย่างเอาใจ

“อืม... ขออิงคิดก่อน” หล่อนเอานิ้วชี้จิ้มตรงข้างขมับอย่างน่ารักทำท่าเหมือนใช้ความคิด “แหม...คิดไม่ออก เมฆทำอะไรก็อร่อย อิงเลือกไม่ถูก เอางี้ดีกว่า...ขอเป็นอะไรที่อร่อยแต่ไม่อ้วนได้มั้ยคะ”

“ได้...” เมฆตอบรับก่อนนิ่งคิด “ไก่ย่างบนกระทะราดซัลซ่า ทานคู่กับสลัดผักสด...โอเค้?”

“โอเคค่ะ”



ละ ไอความเย็นที่กระจายออกจากตู้แช่ของสดทำให้คนที่ยืนเลือกอาหารอยู่ตรงนั้น สะท้านด้วยความหนาว นิ้วเรียวยาวเย็นเจี๊ยบราวจุ่มอยู่ในถังน้ำแข็งหยิบเนื้อส่วนสะโพกของไก่ ขึ้นมาอ่านฉลากที่ติดอยู่บนแพ็คดูวันที่ผลิตและราคา ถูกใจก็ใส่รถเข็น เสียงหวานใสที่ดังแทรกความคิดเข้ามามิได้สะดุดหูเท่าชื่อที่บังเอิญได้ยิน

“ไก่ใช่มั้ย...เดี๋ยวอิงเลือกให้ เมฆจะเอาส่วนไหนล่ะ เนื้อหน้าอกหรือสะโพก”

โปรด ปรานหันขวับไปมองโดยอัตโนมัติแล้วหล่อนก็ตกใจเมื่อพบว่าสายตาของเขามองมา ก่อนแล้ว หล่อนก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัวนึกไม่ถึงว่าจะเจอเขาอีก...กรุงเทพฯ ช่างแคบเสียจริง ภายในเวลาไม่กี่วันหล่อนเจอเขาโดยบังเอิญถึงสองครั้ง

อิง ฤทัยเหลียวมองผู้หญิงที่ยืนเลือกอาหารสดอยู่ด้วยความแปลกใจเมื่อสังเกตเห็น กิริยาแปลกประหลาดของอีกฝ่ายคลับคล้ายรู้จักหล่อนหรือ...เมฆ สัญชาตญาณทำให้หล่อนหันกลับไปมองชายหนุ่มผู้เป็นคนรักแทบจะทันที...สายตามี วี่แววจับผิด แต่เมฆไหวตัวทันรีบดึงสายตากลับและวางสีหน้าให้เป็นปกติ อิงฤทัยจึพินิจใบหน้าคนรักโดยไม่ผิดสังเกตสิ่งใด

โปรด ปรานฉวยโอกาสที่ฝ่ายหญิงหันไปมองเมฆเดินห่างออกมาจากทั้งคู่ หล่อนเป่าลมหายใจออกมาทางปากจนดัง...ฟู่เบาๆ ด้วยความโล่งอก เจอกันที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้สองครั้งแล้ว...หรือว่าเขาจะอยู่แถวนี้ ...หญิงสาวคิดในใจแล้วก็นึกหวาดหวั่นว่าจะมีครั้งที่สามที่สี่...หล่อนไม่ อยากเจอเขาเลย...

ให้ตายซิ!

คงต้องรีบจัดการธุระให้เสร็จแล้วก็กลับเชียงใหม่เร็วๆ

คำ ถามหนึ่งจู่โจมความคิดของหญิงสาว...ทำไมถึงไม่อยากเจอ...เพราะเจอเขาแล้วทำ ใจไม่ได้ เพราะยังมีเยื่อใยกับเขา หรือเพราะหัวใจของหล่อนมันเต้นอย่างประหลาดทุกครั้งที่สบสายตาคู่นั้น...

เสียงคำถามของผู้หญิงคนนั้นดังแว่วมา

“เมฆรู้จักเหรอ?”

โปรดปรานไม่อยากได้ยินคำตอบนั้นเลย...แต่ก็ได้ยิน...

“ไม่...เมฆไม่รู้จัก”

หล่อน น่าจะเดาได้...คำตอบของเขาต้องเป็นเช่นนี้ เขาจะรับทำไมให้ตัวเองมีปัญหากับแฟน โปรดปรานรีบจ้ำเท้าเดินให้พ้นจากที่ตรงนั้น หล่อนไม่อยากได้ยินอะไรอีกแล้ว

“แต่เหมือนเขาจะรู้จักเมฆเลยนะ อิงเห็นเขาทำท่าตกใจตอนหันมาเห็นเมฆ”

“ตกใจ?” เขาขมวดคิ้วทำเสียงแปลกใจ “บางทีเมฆอาจจะไปหน้าเหมือนใครที่เขารู้จักก็ได้ ซื้อของเถอะจะได้รีบกลับ อิงมีงานต้องทำไม่ใช่เหรอ” เมฆตัดบทด้วยการเอ่ยเรื่องงาน

นั่นล่ะอิงฤทัยจึงหันมายิ้มให้คนรักพลางเอ่ยด้วยเสียงสดใส

“นั่นสิ...เดี๋ยวอิงเลือกไก่ให้ เมฆไปซื้ออย่างอื่นเถอะจะได้เร็วๆ”

เมฆยิ้ม พยักหน้าแล้วบอกกับอิงฤทัยว่า

“เมฆจะไปดูผัก อิงเลือกเสร็จไปหาเมฆแล้วกัน”

“ค่ะ” อิงฤทัยยิ้มอ่อนหวานให้คนรักแล้วจึงหันไปเลือกไก่ในตู้แช่อย่างขะมักเขม้น เมฆเดินจากมาอดไม่ได้ที่จะปล่อยลมหายใจพรูออกจากปากอย่างโล่งอกทั้งที่ในใจ มีหินถ่วงจนหนักอึ้ง

เขาโกหกอิงฤทัย!

พร่ำ บอกกับตัวเองว่ามันจำเป็น...ถ้าไม่โกหกจะทำอย่างไร ยอมรับอย่างนั้นหรือว่ารู้จักโปรดปราน เขาไม่อยากให้มีคำถามอื่นๆ ตามมา อีกอย่าง...โปรดปรานเองก็คงไม่ต้องการอย่างนั้น

เมฆคิดว่าอ่านใจฝ่ายนั้นไม่ผิด

และอีกครั้งที่หมายเลขเก้าตัวนั้นผุดขึ้นในห้วงความทรงจำ...เบอร์โทรศัพท์ของโปรดปราน!



เสียง กุกกักจากในครัวทำให้คนที่นั่งพับเพียบบนพื้นหน้าโต๊ะกลางตรงโซฟายิ้มกับตัว เอง เมฆเป็นคนทำอาหารเก่งผิดกับหล่อนที่ทำอะไรแทบไม่เป็น ตอนแรกที่คบกันอิงฤทัยขัดเขินไม่น้อย...ผู้หญิงอย่างหล่อนกลับไม่เอาไหน เรื่องการครัวสู้ผู้ชายแท้ๆ อย่างเมฆไม่ได้ แต่พอนานไปหล่อนก็ชินและรู้สึกดีเวลาเมฆเอาอกเอาใจด้วยการทำอาหารอร่อยๆ ให้กิน

หญิงสาวยิ้มกับตัวเอง มือก็หมุนปากกาเล่นก่อนจะทำมันตกพื้นชนิดที่หัวปักลง

“อุ๊ย!” อิงฤทัยอุทาน ปากกาของหล่อนเป็นหัวเข็ม...บอบบาง หล่นพื้นอย่างนี้หัวจะชำรุดหรือเปล่าก็ไม่รู้ หญิงสาวหยิบมันขึ้นมา ลองขีดๆ บนกระดาษที่ไม่ใช้ จริงอย่างที่กลัว...เส้นหมึกขาดๆ แหว่งๆ ไม่สม่ำเสมอบ่งบอกว่าหัวปากกาคงจะมีปัญหา หล่อนพ่นลมออกจมูกอย่างหงุดหงิดก่อนจะลุกและเดินไปยังชั้นติดผนัง จำได้ว่าเมฆมีกล่องเก็บเครื่องเขียนอยู่กล่องหนึ่ง

กล่อง จำนวนมากมายทั้งยังสีเดียวกันอีกทำให้อิงฤทัยเลือกไม่ถูกว่ากล่องไหนคือ กล่องเครื่องเขียน แต่แล้วหล่อนกลับสะดุดกับกล่องที่วางตรงระดับเดียวกับสายตา ลักษณะที่มันถูกวางอยู่คล้ายเพิ่งจะถูกหยิบออกไปจากชั้นเมื่อไม่นานมานี้ หญิงสาวเอื้อมไปหยิบมันมา เปิดฝาออก...ไม่ใช่กล่องเครื่องเขียนอย่างที่หล่อนเข้าใจ

รูป!

น่า จะเป็นรูปสมัยเรียนของเมฆ เพราะหลายคนในรูปสวมชุดนักศึกษา หล่อนวางฝาลงบนชั้นก่อนตามด้วยตัวกล่องแล้วจึงหยิบรูปที่อยู่บนสุดติดมือมา สี่ห้ารูปคลี่ดูด้วยความสนใจ อิงฤทัยไม่เคยเห็นรูปเหล่านี้มาก่อน ทว่า...แค่รูปแรกรอยยิ้มของหล่อนก็เหมือนจะจางหายไปเมื่อเค้าหน้าของใครบาง คนที่ปรากฏในรูปช่างคุ้นตาเหลือเกิน...เค้าหน้าที่หล่อนรู้สึกว่าเพิ่งเห็น เมื่อไม่นานมานี้...หล่อนเลื่อนรูปต่อไปขึ้นมาแทนที่ คราวนี้เป็นรูปถ่ายเดี่ยวของหญิงสาว ความรู้สึกเมื่อสักครู่กลับคืนมาอีกครั้ง...และครั้งนี้มันก็ชัดเจน

คนที่อิงฤทัยคุ้นหน้านั้นไม่ใช่ใครที่ไหน...แต่เป็น...

ผู้หญิงคนนั้น!

คน ที่เจอในซุปเปอร์มาร์เก็ตเมื่อเย็นนี้ นิ้วเล็กเรียวที่ถือรูปไว้เหมือนจะเกร็งเล็กน้อยเมื่อตระหนักถึงความจริงที่ สั่นคลอนความรู้สึกของผู้หญิงอย่างหล่อนยิ่งกว่าความจริงใดๆ

เมฆโกหก!

หล่อน เลื่อนรูปต่อไปขึ้นมาด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะและค้นพบว่าผู้หญิงคน นั้นเป็นส่วนหนึ่งในทุกรูปกระทั่งมาถึงรูปสุดท้าย...อิงฤทัยไม่อาจบังคับตัว เองได้อีกต่อไป มือของหล่อนสั่นและกว่าจะรู้ตัวน้ำใสๆ ก็หยาดลงมาเป็นสายเสียแล้ว

“หิวมั้ยอิง” เสียงตะโกนถามจากในครัวทำให้อิงฤทัยปาดน้ำตาทิ้งโดยเร็ว หล่อนสูดจมูกก่อนจะตะโกนตอบแบบไม่เต็มเสียงนัก

“ไม่ ค่ะ” รีบเก็บรูปทั้งหมดลงกล่องด้วยความรวดเร็วหากก่อนจะปิดฝาหล่อนกลับชะงัก ตัดสินใจหยิบรูปถ่ายหมู่ที่เห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นชัดเจนมารูปหนึ่ง อิงฤทัยเดินแกมวิ่งไปยังโต๊ะกลาง คว้าถุงผ้าดิบของตนขึ้นมาแล้วสอดรูปนั้นไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง พอวางถุงไว้บนโต๊ะ...เมฆก็เดินออกมาพอดี แต่อิงฤทัยรู้ตัวว่ายังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเขาจึงหันหลังรีบเดินไป ห้องน้ำ เสียงเมฆบอกไล่หลังมา...

“เสร็จแล้วนะอิง”

ประตู ห้องน้ำปิดลงพร้อมกับที่ทำนบน้ำตาที่กลั้นไว้พังทลาย...ภาพเบื้องหน้าพร่า มัวจนมองอะไรไม่เห็นอีกสืบไป หญิงสาวก้มหน้าร้องไห้อยู่หน้ากระจกเงาตรงอ่างล้างหน้านั่นเอง...ไม่มีเสียง ร้องออกมาให้ได้ยินหากน้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย นานทีเดียวกว่าจะระงับอารมณ์ด้วยความลำบาก หล่อนเจ็บ...เหมือนหัวใจถูกฉีกออกเป็นริ้วๆ แล้วโยนลงทะเล เจ็บเสียยิ่งกว่าเจ็บ หญิงสาวเม้มปากแน่นก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาอีกระลอก รีบเปิดก๊อกกวักน้ำล้างหน้าชะคราบน้ำตา...และเผื่อจะชะล้างความเจ็บปวดออกไป ได้บ้าง...

แต่อย่างไร...หัวใจของหล่อนมันก็ร้องร่ำไม่วาย...

เมฆโกหก!

สำหรับ อิงฤทัยแล้วนั้นเหมือนลางร้ายในชีวิตรักเริ่มปรากฏ มีครั้งแรกแล้ว...ครั้งต่อๆ ไปย่อมตามมาในไม่ช้าก็เร็ว ไม่...หล่อนไม่อยากเจ็บปวดกับคำโกหกของเขาอีก แต่จะทำอย่างไร...ให้เดินออกไปบอกเขาตรงๆ ว่าหล่อนรู้กระนั้นหรือว่าเขาโกหกหล่อนเรื่องผู้หญิงคนนั้น

ไม่ได้!

อิง ฤทัยทำอย่างนั้นไม่ได้...หล่อนไม่อยากให้เขารู้ ไม่อยากฟังคำแก้ตัว ที่สำคัญกว่านั้น...หญิงสาวอยากรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคือใครและมีความสำคัญกับ เขาแค่ไหน...ถ้าบอกเขาหล่อนเชื่อว่าตนก็คงไม่ได้รู้ความจริงทั้งหมด เมฆจะบอกในสิ่งที่หล่อนฟังแล้วสบายใจเท่านั้น

ถ้าอยากรู้ความจริง...มีทางเดียวคือต้องเข้มแข็ง

หยุดร้องไห้!

เมื่อ สั่งใจไปอย่างนั้น...ก็ช่างน่าแปลกเหลือเกินที่ความเจ็บปวดเมื่อสักครู่ เหมือนจะเบาบาง...แม้ไม่จางหาย แต่ก็ทำให้หญิงสาวไม่อ่อนแออย่างเมื่อครู่ที่ผ่านมา อิงฤทัยมองเงาสะท้อนของตนบนกระจกเห็นภาพหญิงสาวที่หน้าตาไม่น่าดูเลยสักนิด ดวงตาหมองเริ่มมีรอยช้ำจากการร้องไห้ซ้ำยังเลอะไปด้วยคราบสีดำของมาสคาร่า ที่ไหลย้อย ขืนออกไปอย่างนี้เมฆคงสงสัยแน่ อิงฤทัยล้างหน้าล้างตาตนเองแล้วส่องกระจกดูอีกที...

เหลือเพียงคราบหมองในแววตาที่คงล้างอย่างไรก็ไม่ออก เพราะมันต้องล้างที่หัวใจ!

หญิง สาวแตะลูกบิดประตู สูดลมหายใจเข้าปอดเรียกความเข้มแข็งกลับคืนมาก่อนจะเปิดและก้าวออกจากห้อง น้ำ เมฆจัดโต๊ะอาหารเสร็จแล้วและนั่งรอหล่อนอยู่ตรงโต๊ะทานข้าวสี่เหลี่ยมขนาด สี่ที่นั่ง

“น่าทานจัง!”

“ถูก ใจไหม?” เมฆถามอย่างเอาใจใส่แต่กลับสร้างความปวดแปลบให้คนถูกถามยิ่งนัก อิงฤทัยตอบคำถามนั้นด้วยรอยยิ้มทว่าหลุบตาต่ำไม่กล้าสบสายตาอีกฝ่ายด้วยกลัว เขาจะล่วงรู้ความรู้สึกของตน

อาหารค่ำมื้อนั้นผ่านไปโดยที่อิงฤทัยไม่รู้รสแม้แต่น้อยแต่ก็ฝืนใจกินจนหมดจาน

“อิงเอาจานไปล้างเอง” หล่อนขันอาสา

“ไปทำงานต่อเถอะเดี๋ยวไม่เสร็จ” ชายหนุ่มบอกพลางรวบรวมจานที่อยู่บนโต๊ะ อิงฤทัยสบโอกาสบอกความตั้งใจของหล่อนกับเขาทันที

“อิงว่าจะกลับบ้านเลย”

“อ้าว!” น้ำเสียงชายหนุ่มแปลกใจเอาจริงๆ “เมฆนึกว่าอิงจะ...” เขาชะงักคำพูดต่อไปที่จะออกจากปาก คอนโดมิเนียมของเขากับอิงฤทัยอยู่แทบคนละมุมเมือง จากที่นี่ไปแถบที่หล่อนอยู่ต้องใช้เวลาเดินทางไม่น้อย กว่าจะถึงบ้านหล่อนคงเหลือเวลาทำงานไม่มาก ทุกครั้งที่นัดกินข้าวด้วยกันไม่ว่าจะกินข้างนอกหรือกลับมาทำกินที่บ้านอิง ฤทัยก็มักจะค้างกับเขาที่นี่ วันนี้เขาจึงนึกว่าหล่อนจะค้างกับเขาอย่างเคย “เมฆขับรถไปส่งละกันจะได้เร็วหน่อย”

“ไม่เป็นไร อิงนั่งแท็กซี่กลับเองก็ได้ ตอนนี้รถไม่ติดแล้วแป๊บเดียวก็ถึง”

“แน่ใจนะ” เมฆถามย้ำอย่างเป็นห่วง อีกครั้งที่อิงฤทัยปวดแปลบ...หล่อนกัดฟันเมื่อตอบ

“แน่สิ”

“งั้นเมฆลงไปส่งขึ้นแท็กซี่”



โปรดติดตามตอนต่อไป...

หากผู้ใดกระทำการคัดลอกเพื่อนำไปโพสในบล็อกหรือตามเวบอื่นโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษปรับตามกฎหมายตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือ หากนำเรื่องไปเสนอต่อสำนักพิมพ์ ถือเป็นการเสนอขาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. กฎหมายลิขสิทธิ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น