webboard blog Image Map

แสงแข บทที่ ๑

ตากอากาศ

เดือนมีนาคม…ต้นฤดูร้อน เป็นช่วงเวลาของการพักผ่อน…ตากอากาศ เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนมีความสุขและผ่อนคลาย โดยเฉพาะถ้าได้มาตากอากาศริมทะเลอย่างนี้

ริ้วคลื่นขาว…ลมโชยอ่อนเบา

เกือบจะทำให้ผู้ที่นั่งเล่นอยู่ตรงเก้าอี้ผ้าใบริมทะเลหลับในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า ถ้าหากไม่มีเสียงเรียกเสียก่อน…

“องค์แข องค์แขเพคะ”

สตรีร่างท้วม ผิวขาว ค่อยๆ ประคองตัวเองเดินลงบันไดมาตามกำแพงหินเตี้ยๆ ตรงมายังเก้าอี้ผ้าใบที่ตั้งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์ทะเล

ผู้ที่ประทับอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบแกล้งหลับเนตรเสีย…ตามพระนิสัยที่ชอบยั่วเย้าและซุกซน

…แกล้งป้าพิกุลดีกว่า สนุกดี…
ทรงดำริในพระทัย

“คุณพระ! มาทมอะไรตรงนี้เพคะ เดี๋ยวก็ประชวรเท่านั้นเอง”

น้ำเสียงตกอกตกใจจนเกือบจะเป็นโวยวาย กระนั้นผู้หลับเนตรพริ้มก็มิได้มีทีท่าว่าจะรู้สึกองค์ ยิ่งทำให้สตรีร่างท้วมกังวลใจทบทวี เสียงปลุกยิ่งเร่งเร้าหนักขึ้น

“องค์แข…ตื่นบรรทมเถอะเพคะ”
…หรือจะประชวรซะก็ไม่รู้…

นางยื่นมืออวบอูมไปแตะที่พระนลาฏอย่างแผ่วเบา ทะนุถนอม หากเป็นผู้อื่นคงมิกล้าแม้แต่จะแตะถูกปลายนิ้วพระหัตถ์ แต่ความห่วงใยและความสนิทสนมผูกพันมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทำให้นางไม่เกรงกลัว
ทว่า…ทันทีที่หลังมือแตะถูกพระนลาฏ พระเนตรก็ลืมแป๋ว

“จ๊ะเอ๋!”

สุรเสียงใส กังวานดังขึ้น อีกฝ่ายผงะด้วยความตกใจ พลางยกมือลูบอกป้อยๆพระองค์หญิงแย้มสรวลอย่างถูกพระทัย

“องค์แข ทรงแกล้งคนแก่อีกแล้วนะเพคะ”

แม้นำเสียงจะขึงขัง หากใบหน้ากลับยิ้มละไมอย่างเอ็นดู
ป้าพิกุล…เป็นญาติฝ่ายมารดาของหม่อมเจ้าหญิงจันทร์จรูญ รังษี ผู้เป็นพระมารดา และเป็นคนที่พระมารดาให้ความไว้วางพระทัยวางความรับผิดชอบในการอภิบาลพระ โอรสและพระธิดา ทั้งยังมอบตำแหน่งแม่บ้านผู้ดูแลวังรื่นรมย์ณี มีอำนาจจัดการทุกอย่างตามที่เห็นสมควร

“หญิงแกล้งป้าที่ไหนกันคะ เขาเรียกว่าหยอกเท่านั้นเอง”
ลอยพักตร์รับสั่งตอบ

“แน่ะ! องค์แข เดี๋ยวหม่อมฉันก็ถวายผางเสียจริงๆ ดอก”

พูดไม่พูดเปล่า คนพูดยังยกมือประกอบเสียด้วย เป็นเครื่องยืนยันว่าจะทำเช่นที่พูดจริงๆ

แต่…มีหรือที่พระองค์เจ้าหญิงศุภรางศุ์อำไพจะทรงกลัว ในเมื่อทรงทราบดี…

…ป้าพิกุล…ไม่มีวัน‘ถวายผาง’แน่ๆ…

ก็ในเมื่อตลอดระยะเวลาสิบหกปี นับตั้งแต่ประสูติ ป้าพิกุลยังไม่เคยถวายผางสักครั้ง มือที่เงื้อง่า คงค้างอยู่เช่นนั้น หากไม่เคยเลยที่จะทำความระคายเคืองต่อวรกายของพระองค์หญิง

เพราะความรัก และ เทิดทูน

ป้าพิกุลจึงยกพระองค์หญิงไว้เหนือเกล้า แม้จะทรงนับถือป้าพิกุลเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง หากใครเล่าจะกล้านับญาติกับท่าน
…ใครกันจะนับญาติกับเจ้านาย…ด้วยรู้อยู่ ‘มิบังควร’…

“หม่อมฉันมีข่าวดีจะมาทูลเพคะ”

สีหน้าของป้าพิกุลทำให้พระองค์หญิงขมวดขนงอย่างสงสัย แต่แล้วก็แย้มสรวลอย่างเบิกบานพระทัย

“หญิงรุ่งมาแล้ว ใช่มั้ยคะ ป้า”

ครั้นอีกฝ่ายไม่ตอบ ทว่ายิ้มน้อยๆ พระองค์หญิงก็มั่นพระทัย

…และก็ทรงคิดถูกจริงๆ เพราะก่อนที่ป้าพิกุลจะลงมาตามพระองค์หญิงนั้น มหาดเล็กจากตำหนักขาวของเสด็จฯพระองค์ชายเล็กได้นำจดหมายมาถวายให้แก่หม่อม เจ้าหญิงจันทร์จรูญเพื่อแจ้งข่าวการเสด็จมาตากอากาศของสมาชิกราชสกุลระวีวัฒ น์ ซึ่งหมายความว่าหม่อมเจ้าหญิงชนิดาภา ระวีวัฒน์ หรือ หญิงรุ่งที่พระองค์รับสั่งเรียกก็ต้องเสด็จมาด้วย

ท่านหญิงรุ่งเป็นพระสหายสนิทของพระองค์แข
สนิทกันชนิดที่ว่า…ที่ใดมีพระองค์แข…ที่นั่นต้องมีท่านหญิงรุ่ง
ทั้งที่ทั้งสององค์มีนิสัยที่ต่างกันราวฟ้ากับดิน!

องค์หนึ่ง…ทั้งดื้อ ทั้งซน ทั้งเซี้ยวสารพัด อะไรที่ท้าทายเป็นต้องลอง และไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด
องค์หนึ่ง…สงบเสงี่ยม เรียบร้อย อ่อนหวาน น่ารักเป็นที่สุด
ทว่า…ความแตกต่างกลับทำให้ทั้งสององค์รักกัน เพราะสิ่งที่ไม่มีในองค์หนึ่ง กลับทดแทนได้ในอีกองค์

พระองค์หญิงแขประทับยืนโดยเร็ว ไม่มีทีท่าง่วงนอนเช่นเมื่อครู่หลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย ทรงดำเนินแกมวิ่งขึ้นบันไดไป ทิ้งให้ป้าพิกุลร้องตะโกนโวยวายอยู่เบื้องหลัง

“องค์แข! อย่าวิ่งเพคะ เดี๋ยวจะทรงหกล้ม”

ป้าพิกุลส่ายหน้า พลางรีบเดินตามไป ทั้งที่รู้แก่ใจดีว่าไม่มีทางทัน หากก็ยังเห็นวรกายเล็กบางดำเนินขึ้นบันไดตำหนักอย่างรีบร้อนก่อนจะลับองค์ เข้าไปภายในตัวตำหนักไม้สีฟ้าขาว


“ท่านแม่คะ ท่านแม่ หญิงรุ่งมาแล้วเหรอคะ”

สุรเสียงเจื้อยแจ้วที่ดังมาก่อนจะปรากฏองค์ของพระธิดา ทำให้ผู้ที่ประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวทำด้วยไม้สักและหวายสานทรงยิ้มอย่าง เอ็นดู หากทันทีพระองค์เจ้าหญิงศุภรางศุ์อำไพปรากฏพระวรกายตรงกรอบประตู พักตร์ยิ้มละไมกลับเฉยสนิท ดวงเนตรสงบนิ่ง ไม่เหลือร่องรอยใดๆให้จับพิรุธได้ว่าทรงรู้สึกเช่นไร

ท่านหญิงจันทร์มักจะวางองค์ให้เป็นที่เกรงขามของพระโอรส และพระธิดาเสมอ แม้จะได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้างก็ตามที โดยเนื้อแท้แล้วท่านหญิงทรงมีพระทัยดี อ่อนโยน และน่ารัก หากที่ต้องวางองค์ให้เป็นที่เกรงขามก็เพื่อมิให้พระโอรสและพระธิดาเตลิดกับ ความรักและเอาใจจากผู้คนรอบข้างที่ต่างก็ทั้งรักและยำเกรง…ในฐานะที่ทรงเป็น เจ้านายในราชตระกูล สูงด้วยยศ ศักดิ์และทรัพย์ศฤงคาร

พระองค์หญิงชะงักพระบาท เมื่อทรงเห็นสีพระพักตร์ของพระมารดา ทีท่าที่ร้อนรนรีบเร่งจึงค่อยคลายลงรอยวิบวับปรากฏในดวงเนตรของผู้เป็น มารดา ทว่าพระองค์หญิงมิได้สังเกตเห็น เพราะความดีพระทัยที่เพื่อนรักมาถึง

“ลูกคนนี้เอะอะโวยวายมาแต่ไกลเทียว”
ท่านหญิงทรงเอ็ดพระธิดาเบาๆ

“หญิงไม่ได้โวยวายสักหน่อย หญิงแค่พูดดังไปหน่อยเท่านั้นเองค่ะ ท่านแม่”
ทรงเถียงเบาๆ พลางประทับบนเก้าอี้เดียวกับพระมารดา

“ยังจะเถียงแม่อีก”

สุรเสียงเข้มจัด ขัดกับดวงเนตรที่เกือบจะซ่อนรอยขันไว้ไม่สนิท
ท่านหญิงจันทร์ทรงทราบดีว่าพระธิดาเป็นคนกล้า ไม่เคยกลัวใคร หรืออะไร ทั้งยังเป็นคนตรง คิดอะไรก็มักจะพูดอย่างนั้น ไม่มีอ้อมค้อม และหากไม่รู้สึกว่าองค์เองทำอะไรผิดแล้วล่ะก็ พระองค์หญิงจะ ไม่มีวันยอมลงให้กับใคร มีบุคคลเพียงไม่กี่คนที่พระองค์หญิงยอมลดราวาศอกให้

แน่นอน…พระมารดาและเชษฐา
รองลงมาคือ…พระสหายสนิท…หม่อมเจ้าหญิงชนิดาภา ระวีวัฒน์
และสุดท้าย…ป้าพิกุล

แต่ถึงแม้ว่าจะยอมลดราวาศอกให้ พระองค์หญิงก็ยังอดที่จะเถียงไม่ได้อยู่ดี

“หญิงรุ่งมาแล้วใช่มั้ยคะ ไหนล่ะคนของตำหนักโน้น”
รับสั่งพลางทอดพระเนตรหา

“จ้ะ นายจิตเขาเอาจดหมายมาให้ รอแม่ตอบเสร็จเขาก็ไป”

“เหรอคะ แล้วหญิงรุ่งไม่ได้ฝากอะไรถึงหญิงบ้างเหรอคะ”

“เปล่านี่จ้ะ”

ผู้เป็นธิดาพักตร์คว่ำจนพระมารดาอดยิ้มออกมาไม่ได้ รับสั่งถามอย่างสงสัยเป็นกำลัง

“ทำไมหรือ”

“โธ่! เรารึออกจะคิดถึง”
รับสั่งบ่นอุบอิบ หากก็ดังพอที่พระมารดาจะได้ยิน จึงทรงยิ้มพลางส่ายเศียรช้าๆ

“อะไรกันจ้ะ ไม่เจอกันสองสามวันเท่านั้นเอง บ่นคิดถึงแล้วหรือ หญิง เอ! …แล้วถ้าไม่เจอแม่หลายๆวันจะบ่นคิดถึงแม่อย่างนี้ไหมจ้ะ”
ทรงแกล้งหยั่งเชิง พระองค์หญิงทรงสวมกอดพระมารดาแล้วยิ้มหวานอย่างออดอ้อน ท่านหญิงจันทร์เองก็กอดพระธิดาไว้เช่นกัน

“คิดถึงซิคะ คิดถึงแน่นอนเลย แต่ท่านแม่จะเด็จไหนล่ะคะ”
สุรเสียงประจบประแจงเต็มที่

“แม่ไม่ไปไหนหรอก แม่ก็อยู่นี่แหละ”

“โธ่!”
ทรงถอนพระทัยยาว

“หญิงก็นึกว่าท่านแม่จะเด็จไหน”

“หญิงจะได้ขอตามไปด้วยงั้นซิ? ”
พระมารดารับสั่งดักคออย่างรู้ทัน

“ท่านแม่ล่ะ รู้ทันหญิงเรื่อยเทียว”
ผู้เป็นธิดากระเง้ากระงอด พักตร์คว่ำน้อยๆ อย่างงอนๆ ท่านหญิงจันทร์ทรงลูบเกศาของพระธิดาด้วยความรัก

“แม่เป็นแม่นี่จ้ะ เลี้ยงลูกมาแต่เล็กแต่น้อย ทำไมจะไม่รู้ล่ะว่าลูกคิดอะไร”

“จริงหรือคะ? ”

พระธิดารับสั่งถามด้วยสุรเสียงเจ้าเล่ห์พลางเงยพักตร์จาก อ้อมอุระของมารดา ดวงเนตรเป็นประกาย ท่านหญิงจันทร์ทรงแตะปลายนิ้วพระหัตถ์ตรงนาสิกของพระธิดาเป็นทีว่าทรงรู้ทัน อีกแล้ว รับสั่งปนสรวล

“หญิงจะขอแม่ไปหาหญิงรุ่งใช่มั้ยล่ะ”
สิ้นรับสั่ง ผู้เป็นธิดาก็เนตรโต

“โอ้โห!”
พระองค์หญิงทรงอุทาน
“หญิงเชื่อแล้วค่ะว่าท่านแม่รู้ใจหญิงจริงๆ แล้วท่านแม่จะทรงอนุญาตไหมคะ”

ประโยคหลังทรงทำเนตรปรอยชวนให้สงสาร

“พรุ่งนี้เราก็ต้องไปเหวยมื้อค่ำที่ตำหนักขาวอยู่แล้วล่ะ จ้ะ แต่ถ้าหญิงอยากไปหาหญิงรุ่งก่อน ก็ตามทัยซิจ้ะ แม่ไม่ว่าอะไรหรอกจ้ะ อย่ากลับเย็นนักก็แล้วกัน แม่เป็นห่วง”

“ไชโย!”

พระองค์หญิงทรงตะโกนลั่นและกระโดดโลดเต้นอย่างลืมองค์ ท่านหญิงจันทร์ทรงกระแอมเบาๆ เป็นเชิงเตือน พระธิดาจึงประทับนั่งเรียบร้อยดุจเดิม กระนั้นดวงเนตรก็ยังมีแววลิงโลดอย่างไม่สามารถจะซ่อนเร้นได้

แน่ล่ะ! ทำไมจะไม่ทรงดีพระทัยล่ะ ในเมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าจะทรงทำอะไรก็ตามแต่มักจะมีเสียงป้าพิกุลทูลค้านอยู่มิได้ขาด

อะไรๆ ก็ ‘อย่าเพคะ’ อย่างโน้นก็ไม่ได้ อย่างนี้ก็ไม่ดี ไม่เหมาะ ไม่ควรไปเสียหมด จนพระองค์หญิงทรงเบื่อเหลือเกินแล้ว ที่ป้าพิกุลตามเสด็จอยู่มิได้ห่างนี้ ก็เพราะว่าป้าพิกุลไม่รู้จะทำอะไรนั่นเอง

ปกติเวลาอยู่ที่วังรื่นรมย์ณีป้าพิกุลมีหน้าที่ดูแล เรื่องราวความเป็นไปในวังทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องการดูแลพระโอรสพระธิดา ตลอดไปจนถึงสำรับเครื่องคาวหวานในแต่ละมื้อ แต่เมื่อมาพักผ่อนตากอากาศเช่นนี้ ท่านหญิงจันทร์ทรงถอดธุระทั้งหมดแล้วจัดสรรให้มหาดเล็กและนางข้าหลวงคนอื่น ทำกันแทน เพื่อที่ป้าพิกุลจะได้มาพักผ่อนอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ก็เพราะท่านหญิงทรงมีพระทัยระลึกถึงป้าพิกุลในฐานะญาติสนิท มิใช่เพียงผู้ทำงานรับใช้ หรือ แม่บ้าน

ป้าพิกุลเองก็ทราบดีถึงพระเมตตาที่ท่านหญิงประทานให้ แต่คนที่เคยชินกับการทำงานมาแต่เล็กแต่น้อย เมื่อต้องมาถูกจำกัดให้อยู่เฉยๆ ก็ออกจะทำให้เกิดความรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า และ เบื่อหน่าย ป้าพิกุลจึงได้หาทางออกโดยการเฝ้าดูแลพระองค์หญิงแทน

อย่างน้อยก็ทำให้นางรู้สึกตัวเองว่ามีค่ามากขึ้น

การเสด็จมาถึงของหม่อมเจ้าหญิงชนิดาภานั้น มิได้หมายความเพียงแต่ว่าพระองค์หญิงจะทรงมีพระสหายเพื่อเล่นสนุกสนานตาม ประสา ทว่าป้าพิกุลเองก็จะมีเพื่อนเช่นกัน และเมื่อป้าพิกุลมีเพื่อน นั่นก็หมายความว่าพระองค์หญิงก็จะมีเวลาส่วนพระองค์ที่จะทำอะไรตามพระทัยได้ โดยที่ไม่มีใครมาทูลค้าน

…กลิ่นอายของอิสระ…

แค่ดำริ…พระองค์หญิงก็ทรงยิ้มจนพระปรางค์แทบปริแล้ว


“ทูลกระหม่อมของพิกุลทรงฝันหวานอะไรเพคะ”
เสียงป้าพิกุลทูลทัก เมื่อเดินเข้ามาในห้องแล้วพบพระองค์หญิงทรงนั่งยิ้มพระเนตรลอยอยู่ข้างพระมารดา

“ป้าก็ถามได้…หญิงฝันถึงอิสระน่ะซี”

พระองค์หญิงทรงตอบทั้งที่ยังทำพักตร์ราวกับอยู่ในห้วงฝัน อยู่เหมือนเดิม ท่านหญิงจันทร์ทรงตีแขนพระธิดาเบาๆ ท่านหญิงทรงทราบว่าพระธิดามิได้หมายความอย่างที่รับสั่งจริงๆ เพียงแต่อยากจะหยอกป้าพิกุลเล่น แต่ทั้งหมดที่ป้าพิกุลทำก็เพียงเพราะว่าป้าได้ถวายความจงรักภักดีอย่างสุด ชีวิต

“อิสระ? ”

ป้าพิกุลทวนรับสั่ง พระองค์หญิงทรงสรวลอย่างขบขัน แล้วก็หันไปหอมปรางค์พระมารดาแรงๆ ก่อนที่จะเสด็จลุกออกไปโดยไม่รับสั่งอะไรอีก ป้าพิกุลยืนงงอยู่เป็นครู่จึงได้ร้องออกมา

“โธ่! นี่เห็นหม่อมฉันกลายเป็นนางแม่มดที่ชอบกักขังเด็กหรือเพคะ”

“พี่พิกุลมานั่งคุยกันตรงนี้เถอะจ้ะ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วยเยอะเทียว”

ท่านหญิงทรงชี้นิ้วพระหัตถ์ไปยังเก้าอี้ด้านซ้ายมือที่ยังว่างอยู่ ป้าพิกุลนั่งลงตรงเก้าอี้ว่างตัวนั้น แล้วก็มองท่านหญิงนิ่งอยู่เหมือนจะรอฟังรับสั่ง

“ตำหนักโน้นเขาส่งจดหมายเชิญมาให้ไปดินเนอร์วันมะรืนนี้”
ท่านหญิงทรงเริ่มเรื่อง

“ดินเนอร์? ทุกคราวที่เสด็จมาประทับพักผ่อนที่นี่ก็ไม่เห็นจะเคยมีดินเนอร์กันเลยนี่เพคะ”
ป้าพิกุลทูลถามอย่างแปลกใจเต็มแก่

“ก็คราวนี้ไม่เหมือนกับคราวก่อนๆ นี่จ้ะ ที่เรามาพักผ่อนสนุกสนานกันจริงๆ มันพิเศษกว่าน่ะซี”

“แหม! ท่านหญิงก็เล่าประทานให้หม่อมฉันฟังเร็วๆ เถอะเพคะ ทรงแกล้งขยักๆ อยู่นั่นแหละ หม่อมฉันน่ะอยากรู้จะแย่อยู่แล้วนะเพคะ”
ป้าพิกุลเร่งเร้า

“ฉันก็กำลังจะเล่าอยู่นี่แล้ว พี่พิกุลนั่นแหละใจร้อน ลูกหญิงของฉันเห็นทีจะได้นิสัยใจร้อนมากจากพี่พิกุลนี้เองกระมัง เลี้ยงกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกนี่นะ”

“โธ่! ท่านหญิงรับสั่งอย่างนั้น ก็เท่ากับว่าหม่อมฉันบกพร่องในหน้าที่ซีเพคะ”
อีกฝ่ายร้อนตัว ท่านหญิงจันทร์จึงได้ตัดบท

“เอาล่ะจ้ะ ฉันไม่ได้ว่าอะไรหรอก เพียงแต่หยอกเล่นเฉยๆ ฉันรู้ว่าพี่พิกุลเลี้ยงลูกหญิงอย่างดีที่สุด”

ป้าพิกุลจึงได้ยิ้มออกมาได้อย่างโล่งอก เมื่อสบายใจแล้วก็ทำให้นึกได้ถึงเรื่องที่ท่านหญิงรับสั่งค้างไว้

“แล้วเรื่องดินเนอร์ล่ะเพคะ?”

“พี่พิกุลจำชายชวาลาได้ไหมจ้ะ”

ชายชวาลา หรือ หม่อมเจ้าชวาลาระวี ระวีวัฒน์ เป็นพระญาติองค์หนึ่ง เพราะพระมารดาของท่านชาย…หม่อมเจ้าหญิงอรุณอำพัน…เป็นภคินีแท้ๆ ของท่านหญิง

“ท่านชวาลา… พระโอรสในเสด็จฯพระองค์ชายใหญ่ กับท่านหญิงอรุณน่ะหรือเพคะ”

“ใช่แล้วจ้ะ นั่นแหละชายชวาลากลับมาแล้วจ้ะ มาถึงได้สักอาทิตย์แล้วกระมังจ้ะ ตอนนี้ก็อยู่ที่นี่ด้วยจ้ะ”

“ที่หัวหินนี่หรือเพคะ”
น้ำเสียงเจือความตื่นเต้น ยินดี

นางพิกุลเติบโตมาพร้อมกับท่านหญิงทั้งสองพระองค์ คือ ท่านหญิงอรุณ และท่านหญิงจันทร์ จึงมีความรักใคร่ผูกพันกันราวกับพี่น้องก็ไม่ปาน กระนั้นในความรักก็เจือด้วยความภักดีในฐานะของผู้ที่ต่ำกว่า
ท่านหญิงผงกเศียรนิดหนึ่งเป็นเชิงตอบรับ แล้วจึงรับสั่งต่อ

“เสด็จฯ พระองค์ชายเล็กจึงมีรับสั่งจะจัดงานดินเนอร์เพื่อต้อนรับหลานชายกลับบ้านอย่างไรเล่าจ้ะ “

“หม่อมฉันอยากเห็นจริงๆ จะรูปงามเหมือนพระมารดาหรือเปล่าหนอ”

“อีกสองสามวัน ชายชวาลาคงจะเด็จมานี่แหละจ้ะ”

ดวงเนตรที่ทอดสบมายังดวงตาของผู้ที่อาวุโสกว่าเปี่ยมด้วยความหมาย ทว่านางพิกุลแปลนัยแห่งความหมายนั้นไม่ออก






หากผู้ใดกระทำการคัดลอกเพื่อนำไปโพสในบล็อกหรือตามเวบอื่นโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษปรับตามกฎหมายตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือ หากนำเรื่องไปเสนอต่อสำนักพิมพ์ ถือเป็นการเสนอขาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. กฎหมายลิขสิทธิ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น