webboard blog Image Map

สายลมรักกลางฤดูเหงา บทที่ ๓




บทที่ ๓


มนัสนันท์วางรูปถ่ายใบนั้นลงบนโต๊ะพลางส่ายหน้าทำให้คนซึ่งรอคำ ตอบอย่างใจจดใจจ่อหน้าสลดทันที อิงฤทัยนึกว่าคนเป็นเพื่อนจะรู้จักหรือเคยเห็นหน้าค่าตาผู้หญิงในรูปมาบ้าง อย่างน้อยมนัสนันท์ก็รู้จักเมฆมาก่อน ทั้งยังรู้จักและคุ้นเคยกับเพื่อนหลายคนของเมฆมากกว่าหล่อน

“ใครเหรออิง?”

“ไม่รู้สิ...นึกว่าแกรู้จักเลยมาถาม”

“เสียใจ...ชั้นไม่รู้จักจริงๆ แต่...” มนัสนันท์หยิบรูปขึ้นมาดูอีกที คิ้วขมวดเหมือนใช้ความคิด “ว่าไปก็คุ้นหน้าเหมือนกัน”

อิงฤทัยตาลุกวาวมีท่าทีกระตือรือร้นขึ้นมาอีกครั้งเขย่าแขนอีกฝ่ายก่อนบอก

“แกลองคิดดูดีๆ สิ เผื่อจะนึกออก”

“เอ...” คนพูดเอานิ้วชี้เคาะแก้มตัวเอง “ผู้หญิงคนนี้น่าจะเป็นแฟน...” อิงฤทัยใจแป้วทันทีเมื่อได้ยินคำว่าแฟนแต่คนเป็นเพื่อนไม่ปล่อยให้หล่อนใจ หายนานนักเมื่อเอ่ยต่อ “แฟนเพื่อนเมฆคนนั้นแน่ๆ”

“คนไหน...ชื่ออะไร?”

“อัคนี”

“อัคนี?” อิงฤทัยทวนชื่อด้วยความแปลกใจ หญิงสาวไม่เคยได้ยินเมฆพูดถึงเพื่อนคนนี้แม้แต่ครั้งเดียว “ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อมาก่อน”

“ชั้นเคยได้ยินว่าเมฆกับอัคนีไม่ถูกกัน”

“ไม่ถูกกัน?”

“ใช่...เห็นว่าสองคนนี้ทะเลาะกันเรื่องงานหรืออะไรนี่แหละ หลังจากนั้นก็ไม่คุยกัน ตอนที่แกคบกับเมฆน่ะเขาทะเลาะกันไปแล้ว แกถึงไม่เคยเจอไง”

“แล้วแกเคยเจอไหม? อัคนีคนนี้น่ะ”

“เคยเจอสัก...ครั้งสองครั้งมั้ง...กับผู้หญิงในรูปนั่นแหละ แล้วนี่แกจะถามไปทำไม...ฮึ?”

“อ๋อ...เปล่า พอดีวันนี้ไปเจอผู้หญิงคนนี้ในซุปเปอร์ฯ ชั้นเลยอยากรู้ว่าเป็นใคร” อิงฤทัยบอกคนเป็นเพื่อนแค่ครึ่งเดียว มนัสนันท์อมยิ้มเอานิ้วจิ้มกลางหน้าผากคนเป็นเพื่อน...แหย่ว่า

“หึงน่ะสิ...อุตส่าห์ไปขโมยรูปเค้าเอามาให้ชั้นดูขนาดนี้”

“ไม่ใช่สักหน่อย” เจ้าตัวปฏิเสธละล่ำละลัก กระนั้นในใจกลับมีคำถาม

แท้ที่จริงหล่อนหึงหวงเขาอย่างที่คนเป็นเพื่อนว่าใช่หรือไม่...ที่ทุรนทุราย ก็เพราะกลัวว่าเมฆกับผู้หญิงคนนี้จะมีเยื่อใยต่อกันมาก่อน...และที่เมฆโกหก ก็เพราะความจริงเขายังมีใจให้หล่อน...หญิงสาวสลัดความคิดนี้ออกไปทันทีเมื่อ ตระหนักว่ามันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น หากทว่ายิ่งนำความกังวลใจมาสู่ตนเองอีกทับทวี

“แหม...แซวเล่นหรอกน่า ทำหน้าตื่นไปได้อิง ชั้นแนะนำว่าถ้าแกอยากรู้เรื่องพวกนี้ล่ะก็ ลองไปถามเพื่อนเมฆสมัยเรียนดีกว่า พวกนี้เค้าสนิทกันมาก...เคยกินนอนด้วยกัน รู้กันทุกเรื่องอยู่แล้ว”

“ไปถามใครล่ะ ชั้นไม่สนิทกับใครเลย” อิงฤทัยบอก

“อาไร้...” มนัสนันท์ร้อง “คบกันมาตั้งหลายปีนะแก ชั้นคบกับชุนปีเดียวยังรู้จักเพื่อนเค้าเกือบทั้งคณะ”

“เมฆไม่ค่อยพาชั้นไปเจอพวกเพื่อนเค้าหรอก สมัยเรียนหนังสือเค้าก็มาหาถึงมหา’ลัย อย่างมากก็พาไปที่อพาร์ตเมนต์...จะได้เจอเพื่อนเค้าบ้างก็ที่นั่นแหละ พอเรียนจบทำงานก็ยิ่งไม่ได้เจอพวกเพื่อนๆ เค้าใหญ่เพราะแยกย้ายกันไปหมด”

“แล้วเวลาเค้านัดร่วมรุ่นกันล่ะ แกไม่เคยไปหรือไงอิง” มนัสนันท์ซัก แม้จะอยู่ด้วยกันแต่หล่อนไม่ค่อยก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของคนเป็นเพื่อนมาก นักเพราะถือว่าโตๆ ด้วยกันแล้ว

“ไม่อะ...ไม่รู้จักใคร ไม่อยากไป” คนฟังถอนใจอย่างระอา ถามต่อด้วยเริ่มสงสัยขึ้นมาติดหมัด...ที่เมฆไม่ชอบให้อิงฤทัยเจอะเจอกับ เพื่อนร่วมคณะซึ่งล้วนแล้วแต่สนิทสนมกันทั้งสิ้นมีเหตุผลใดแอบแฝงหรือไม่...

“แล้วเมฆเคยชวนหรือเปล่า?” คำตอบของอิงฤทัยทำให้ข้อสงสัยที่เริ่มก่อตัวคลายลง

“เคย ชั้นไม่ไปเองแหละ”

“เฮ้อ...” หล่อนปล่อยลมพรูจากปากพลางส่ายหน้า “เอางี้ละกัน...ชั้นยังติดต่อเพื่อนชุนอยู่บ้าง เดี๋ยวจะลองถามให้”

“จริงนะ” มนัสนันท์พยักหน้ารับแทนคำตอบ “แล้วแกจะถามใคร?”

“บอกไปแล้วจะรู้จักมั้ยล่ะ? เอาน่า...ไม่ต้องกังวล ชั้นจะถามพวกผู้หญิงในกลุ่มเค้าให้น่ะเผื่อจะรู้จักหรือสนิทกับผู้หญิงคนนี้ ” คนพูดชี้รูป

“อืม...ดี ชั้นไม่อยากให้เมฆรู้”

“ทำไมกลัวเค้ารู้หรือไงว่าหึง” มนัสนันท์กระเซ้า คนเป็นเพื่อนค้อนขวับก่อนพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์แล้วเดินเข้าห้องส่วนตัวโดยมี สายตาอีกฝ่ายไล่ตามหลัง ถึงจะปฏิเสธเป็นพัลวันแต่ใช่ว่าจะดูไม่ออก การอยู่ร่วมชายคาเดียวกันมาเป็นเวลานานทำให้มนัสนันท์รู้จักคนเป็นเพื่อนไม่ น้อย

หล่อนรู้ว่าฝ่ายนั้นกำลังวิตกกังวลอย่างหนัก...สองสามวันมานี้ดูเหมือนอิง ฤทัยจะคิดมากผิดปกติ เมื่อวันเสาร์ก็ครั้งหนึ่งแล้ว หญิงสาวจำได้ว่าปลอบคนเป็นเพื่อนว่าคิดเกินกว่าเหตุ มาวันนี้อิงฤทัยกลับบ้านมาพร้อมกับหอบหิ้วความวิตกกังวลใหม่ ถ้ายังเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ ความรักที่เคยราบรื่นของอิงฤทัยกับเมฆน่าจะดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยน

ทว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าหรือไม่...มนัสนันท์ตอบไม่ได้

คนที่จะตอบมีเพียงสองคน...เมฆ กับ อิงฤทัย

หากในฐานะเพื่อนหล่อนก็หวังให้ทุกอย่างผ่านพ้นด้วยดี



แค่สองวันมนัสนันท์ก็ได้ข้อมูลมาจากเพื่อนหญิงร่วมคณะคนหนึ่งของเมฆ ซึ่งหล่อนยังคงติดต่อและโทรหาอยู่เนืองๆ หญิงสาวหวังว่าข้อเท็จจริงที่ได้รับมานั้นจะทำให้เพื่อนสบายใจขึ้นเพราะนับ จากวันที่ถามถึงเรื่องผู้หญิงในรูปก็ดูเหมือนอิงฤทัยจะเศร้าซึมไปถนัดตาคลับ คล้ายเจ้าตัวมีเรื่องบางอย่างในใจ มนัสนันท์ไถ่ถามอยู่หลายครั้งหากไม่ได้รับคำตอบใดมากไปกว่า...ปวดหัวและ เครียด หลายครั้งเข้าจึงเลิกถามหากคอยดูอยู่ห่างๆ แทน

เมื่อกลับมาถึงคอนโดมิเนียมในตอนเย็นมนัสนันท์ก็พบว่าเพื่อนร่วมห้องกลับมา ก่อนแล้ว อิงฤทัยอยู่ในห้องส่วนตัวกำลังสาละวนกับการจัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางใบ ย่อม

“แกจัดกระเป๋าจะไปไหน?” น้ำเสียงคนถามแปลกใจ กวาดตามองเสื้อผ้าของใช้ที่วางกระจัดกระจายบนเตียงของเพื่อนแล้วจึงเลื่อน สายตากลับมาที่ใบหน้า...รอคำตอบ

คนที่ง่วนกับการพับผ้าใส่กระเป๋าเงยหน้ามองแวบหนึ่งก่อนจะก้มหน้าทำงานต่อ อีกครู่แล้วก็ทรุดลงนั่งบนเตียงราวคนหมดเรี่ยวแรง สายตาแลออกไปนอกหน้าต่างยังฟ้ากว้างที่บัดนี้ไร้แสงสว่าง ถ้อยคำตอบแผ่วโหย...

“กลับบ้าน”

มนัสนันท์สำเหนียกถึงความผิดปกติบางอย่าง หล่อนลงนั่งข้างคนเป็นเพื่อนเอื้อมออกไปแตะแขนอีกฝ่ายเบาๆ

“มีอะไรหรือเปล่าแก...ทำไมจู่ๆ ถึงจะกลับบ้าน”

“แม่โทรมา...” น้ำเสียงคนพูดสะดุดเพราะก้อนแข็งที่แล่นมาจุกตรงคอ “พ่อชั้นไม่สบาย เป็นมะเร็ง”

“มะเร็ง!” คนฟังทวน...ตกใจ แล้วจึงตั้งสติปลอบอีกฝ่าย “อิง...แกทำใจดีๆ ไว้ เดี๋ยวนี้หมอเก่งๆ เยอะแยะ พ่อต้องหายแน่นอน”

“อือ...” อิงฤทัยพูดได้แค่นั้น น้ำตาพานจะไหลอีกครั้ง

“แล้วนี่จะไปเมื่อไร?”

“คืนนี้แหละ”

“บอกเมฆหรือยัง?” คนเป็นเพื่อนนิ่งไปนิดก่อนตอบ

“ยัง” คนฟังขมวดคิ้ว ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปากถาม

“ตั้งแต่วันนั้นได้คุยกันบ้างหรือยัง?” คราวนี้อิงฤทัยไม่ตอบ มนัสนันท์ถอนใจ “ถามจริงๆ เหอะ ทะเลาะกันเหรอ...”

คำตอบที่ได้รับคือการส่ายหน้า มนัสนันท์ถอนใจก่อนเอ่ยถึงเรื่องที่ตั้งใจจะมาบอกคนเป็นเพื่อน

“ชั้นโทรถามให้แล้วนะ” หล่อนคิดว่าเห็นจุดสว่างวาบในดวงตาอีกฝ่ายก่อนที่จะดับวูบลงในวินาทีต่อมา “ผู้หญิงคนนั้นเป็นแฟนอัคนีจริงๆ นั่นแหละ”

เมื่อฟังคำบอกเล่าของเพื่อนจบอิงฤทัยก็มีสีหน้าซึ่งทำให้คนมองอ่านไม่ ออกอยู่ครู่หนึ่ง หากต่อมาก็ปรากฏแววซึ่งทำให้มนัสนันท์รู้ว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อในสิ่งที่ตนบอก ลองว่าไม่เชื่อนั่นก็หมายความว่าอิงฤทัยเชื่อในสิ่งที่ตนคิดหรือรู้มากกว่า หล่อนเริ่มอยากรู้ตงิดๆ อดรนทนไม่ได้จึงออกปากถาม

“อิง...ทำไมถึงอยากรู้เรื่องผู้หญิงคนนี้วะ อย่านะ...อย่าบอกว่าอยากรู้เฉยๆ ไม่มีอะไรหรอก” มนัสนันท์จ้องตาคนเป็นเพื่อนนิ่ง “ชั้นไม่เชื่อ ชั้นว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น แกแปลกๆ ไปตั้งกะวันนั้นแล้ว”

เสียงถอนหายใจยาวจากคนเป็นเพื่อนทำให้รู้ว่าข้อสงสัยของหล่อนคงมีมูล อิงฤทัยก้มหน้าลงมองมือตัวเองที่กุมกันแน่นแล้วจึงเอ่ยเสียงแผ่ว

“เมฆโกหกชั้น” หล่อนนิ่งไปอีก “เค้าบอกว่าไม่รู้จักผู้หญิงคนนั้น แต่กลับมีรูปเก็บไว้”

“รูปที่เอามาให้ชั้นดูน่ะเหรอ...ถ้ารูปนั้นน่ะชั้นว่าแกไม่น่าเอามาคิดให้ ปวดหัวหรอก ถ่ายกันตั้งหลายคน แล้วที่เมฆบอกว่าจำไม่ได้ก็คงจะจริงๆ แหละ ก็แหม...แฟนเพื่อนนะแก ใครจะไปจดไปจำ”

“ชั้นก็คงคิดอย่างนั้น” อิงฤทัยเงยหน้าขึ้นสบสายตาคนเป็นเพื่อน “ถ้าไม่ไปเจอรูปเค้าถ่ายคู่กัน”

คราวนี้มนัสนันท์ถึงกับเงียบ เรื่องที่ได้ยินทำให้หล่อนคาดไม่ถึง ในที่สุดจึงเอ่ยเสียงเบา

“ชั้นจะถามชุน” หล่อนกับอดีตแฟนยังคงเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันโทรศัพท์ถามทุกข์สุขกันอยู่เสมอ

“อย่าเลย...ถ้าถามชุน เดี๋ยวก็ถึงหูเมฆ ชั้นไม่อยากให้เขารู้”

“แล้วแกจะเก็บมันไว้อย่างนี้เหรอ”

“ตอนนี้ชั้นมีเรื่องอื่นต้องคิดมากกว่า...พ่อจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ แม่โทรมาก็ได้แต่ร้องไห้เลยคุยกันไม่รู้เรื่อง”

“ตามใจแล้วกัน” แม้จะบอกไปอย่างนั้นแต่มนัสนันท์ก็ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจ หล่อนวางมือบนบ่าคนเป็นเพื่อนบอกด้วยเสียงห่วงใย “มีอะไรก็คุยกับชั้นได้นะแก”

ริมฝีปากของอิงฤทัยคลี่ออกเป็นรอยยิ้มอ่อนบางด้วยความซาบซึ้ง มนัสนันท์ลุกขึ้นยืนตั้งท่าจะเดินออกไปก็พอดีกับเสียงโทรศัพท์มือถือของอิง ฤทัยดังขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าหญิงสาวเลือนไปทันที หล่อนเอื้อมไปหยิบเครื่องมือสื่อสารเล็กจิ้วนั้นขึ้นมามองหน้าจอนิ่งดุจ ตัดสินใจ สุดท้ายก็กดปุ่มรับสาย

“อิงเป็นอะไรหรือเปล่าหายเงียบเลย” เมฆถามมาตามสายด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง อิงฤทัยแอบสูดลมหายใจเข้าปอดตอบด้วยน้ำเสียงปกติที่สุด

“อิงไม่ได้เป็นอะไรค่ะ”

“จริงนะ?” คนถามยังคาดคั้น

“ค่ะ” หล่อนกัดฟันตอบไม่ตรงกับความรู้สึกแท้จริง...

“พรุ่งนี้เมฆไปรับอิงที่ออฟฟิศนะ ไปทานข้าวกัน”

“พรุ่งนี้อิงไม่อยู่...อิงจะกลับบ้าน”

คำบอกเล่าของหล่อนทำให้คนทางปลายสายแปลกใจไม่น้อย เขาทวนคำพูดประโยคสุดท้าย...

“อะไรนะ!” เมฆตกใจกับข่าวร้ายที่ได้รับรู้ ยิ่งกว่านั้นเขาเป็นห่วงความรู้สึกของสาวคนรักด้วยรู้ว่าอิงฤทัยรักและสนิท กับพ่อแม่มาก “อิงไม่ไปไหนใช่มั้ย...เดี๋ยวเมฆจะไปหา”

“ไม่ต้องมาหรอกเมฆ อิงกำลังจะออกไปแล้ว ว่าจะกลับบ้านคืนนี้เลย”

“จะไปยังไง?” หญิงสาวหัวเราะออกมาเหมือนขำเมื่อตอบคนทางปลายสายไปว่า

“ก็ไปรถทัวร์ซิ...ชลบุรีแค่นี้เอง”

“เมฆไปด้วย” เขาเสนอ อิงฤทัยยิ้มมุมปาก...ท่ามกลางความดีใจก็อดสะท้อนใจมิได้ สิ่งที่เขาแสดงออกมันจริงอย่างที่ใจเขาคิดหรือเปล่าหนอ...เมฆห่วงใยหล่อน จริงล่ะหรือ... อิงฤทัยปฏิเสธอีกฝ่ายด้วยเสียงมั่นคง

“ไม่ต้องหรอกเมฆ อิงไปเองดีกว่า ยังไงก็ลางานไว้แล้ว”

“ให้เมฆรับไปส่งที่เอกมัยมั้ย?”

“อย่าเลย อิงไปแท็กซี่แหละ...ง่ายดี” อิงฤทัยยังคงยืนกราน ปลายสายจึงจำต้องเออออตาม

“ดูแลตัวเองด้วยนะ แล้วเมฆจะโทรหา”



แสงและสีที่สาดจากแผงไฟด้านบนย้อมพื้นหลังเวทีซึ่งเป็นสีขาวให้กลาย เป็นสีส้มแดง...ร้อน แรง พอกับเสียงเพลงที่บรรเลงจากวงบนเวที จังหวะกระชั้นเร้าใจทำให้หลายคนโยกตัวอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะเสียงพูดคุยดังแข่งกับเสียงเพลงด้วยแต่ละคนต่างก็ตื่นเต้นดีใจ ที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง วันเวลาคล้ายจะย้อนกลับไปยังคืนวันเก่าก่อน...ตอนที่ยังอยู่ในรั้ว มหาวิทยาลัย งามรวมรุ่นกี่ครั้งต่อกี่ครั้งบรรยากาศไม่เคยผิดไปจากนี้

เมฆยืนอยู่บริเวณทางเข้าหลักซึ่งไกลจากเวทีโขกระนั้นชายหนุ่มก็ยังสนุกไปกับ เพลงจนขยับเท้าตามด้วยความเพลิดเพลิน เขายกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบเป็นระยะ น้ำสีอำพันไหลผ่านลำคอทำให้เกิดความร้อนวูบตามมาช่วยบรรเทาความเย็นจาก เครื่องปรับอากาศภายในห้องได้เป็นอย่างดีทั้งยังเพิ่มดีกรีความร้อนแรงใน โลหิตจนทำให้ปล่อยอารมณ์สนุกสนานเต็มที่

“สบายดีเหรอเพื่อน”

เสียงทักจากข้างหลังทำให้คนที่กำลังขยับเท้าโยกตัวตามเพลงสะดุดกึกหันไปมอง ชายหนุ่มร่างสูงกำยำผิวขาวหน้าตาเหมือนคนมีเชื้อสายจีนทว่าเข้มเพราะไรหนวด และเคราไล่จากขมับเรื่อยมาจนถึงคางยืนยิ้มเผล่ เมฆงันไปด้วยนึกไม่ออกว่าชายตรงหน้าคือใครแต่ครู่เดียวความทรงจำของเขาก็ เริ่มทำงาน เค้าหน้าคุ้นตาเช่นนี้จะลืมได้อย่างไร เมฆไม่มีทางลืมเพื่อนซึ่งกลายเป็นอดีตคนนี้แน่นอน

เพื่อนที่แย่งผู้หญิงของเขาไปเป็นของตน!

อัคนี!

ความแปลกใจเข้ารุมเร้าขณะที่สายตาของเขามองอีกฝ่ายนิ่ง สีหน้าเรียบสนิทไม่แสดงความรู้สึกใดๆ กระนั้นในใจก็ยังย้ำเตือนตนถึงเรื่องในอดีต ความบาดหมางแต่ครั้งก่อนเป็นกำแพงอย่างดีที่ขวางกั้นความเป็นเพื่อนที่เคยมี ...กำแพงหนาที่ตระหง่านง้ำระหว่างชายหนุ่มสองคนเป็นเวลาเก้าปี

ในงานรวมรุ่นแต่ละครั้งแม้จะมีโอกาสได้พบเจอกันแต่เมฆก็ไม่เคยมีความคิดที่ จะทักทายหรือเสวนาปราศรัยกับอดีตเพื่อนคนนี้สักครั้ง เขามองเลยผ่านคนผู้นี้ไปเสมือนหนึ่งเจอคนที่ไม่เคยรู้จัก อีกฝ่ายเองก็ดูไม่ทุกข์ร้อนทั้งยังไม่เคยพาตัวเองมาข้องแวะกับเขา โลกของคนสองคนที่ครั้งหนึ่งเคยนับเนื่องเป็นเพื่อนเกลอจึงห่างกันไกลออกไป ทุกที มาถึงวันนี้เมฆเกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยมีเพื่อนชื่อ...อัคนี

“สบายดี” เขาตอบ ใบหน้ายังคงนิ่งขึงเช่นเดิม

“ไม่เคยได้คุยกันเลย” อัคนีเอ่ยต่อไม่สนใจท่าทางของอีกฝ่ายที่ยังวางเชิง “ตอนนี้ทำอะไรอยู่”

“เป็นสถาปนิก”

“เหรอ...ทำที่ไหนวะ” คนถามยังคงถามต่อไม่สนใจท่าทีอีกฝ่าย ครั้นได้ยินชื่อบริษัทสถาปนิกชื่อดังที่เมฆตอบกลับมาก็ชื่นชม “บริษัทดังนี่หว่า...เข้าไปทำงานที่นั่นได้นี่ เจ๋งจริงๆ ว่ะ” คำชมจริงใจนั้นทำให้ใบหน้าขึงตึงราวผืนผ้าใบบนกรอบเฟรมค่อยคลายลงเช่นเดียว กับกำแพงหนาที่กั้นขวางในใจ เมฆจึงเอ่ยถ้อยคำถามด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรขึ้นเป็นครั้งแรก

“เพิ่งมาถึงเหรอวะ”

“เออว่ะ กูเปิดร้านอาหาร วันนี้มีมาจัดเลี้ยง กว่าจะปลีกตัวออกมาได้” คนพูดส่ายหัวทำหน้าเหมือนเหนื่อยเต็มประดา

“อ้าว...มึงเปิดร้านเหรอ แถวไหนวะ”

“เปิดมาจะสองปีแล้วมั้ง อยู่แถวเกษตร” อัคนีตอบพลางซ่อนยิ้ม นึกรู้ว่าคนเป็นเพื่อนคงตัดเขาออกจากสาระบบจนไม่สนใจรับรู้ข่าวคราวของเขา ทั้งที่ตอนเปิดร้านมีเพื่อนฝูงไปร่วมแสดงความยินดีกันไม่ใช่น้อย

“เป็นไงไปได้สวยมั้ย” เมฆถามด้วยความสนใจ เรื่องขุ่นมัวในใจปลาสนาการสิ้น มิตรภาพที่เคยมีกลับมางอกงามอีกครั้ง

ประตูเข้าห้องจัดเลี้ยงด้านข้างเปิดออก พรรษาก้าวเข้ามาพร้อมกับเพื่อนสาวอีกคนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในงานรวมรุ่น ครั้งนี้ สองสาวกวาดสายตามองบรรยากาศสนุกสนานในห้องจัดเลี้ยงพลางยิ้มด้วยความยินดี ที่งานของตนลุล่วงสมความตั้งใจ ความเหนื่อยยากตลอดหลายวันทั้งจากการติดต่อหาสถานที่ นัดเพื่อนร่วมรุ่น และดูแลจัดการเรื่องต่างๆ แทบหายไปเป็นปลิดทิ้ง สายตาว่องไวของพรรษาแลปราดไปทั่วห้องแล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นร่างสูงสอง ร่างที่ยืนใกล้ทางเข้ากลาง หล่อนจ้องตรงเป๋งอย่างไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เห็น เกือบยกมือขึ้นขยี้ตาเสียแล้วถ้าคนที่เดินมาด้วยกันไม่ร้องเหมือนเห็นผี

“เห็นเหมือนชั้นเห็นป่าวฝน”

“เออ...ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน” เสียงของพรรษาเหมือนคนละเมอ

“แต่ก็ต้องเชื่อ สองเสือมันคุยกันจริงๆ” นั่นสิ...สองเสือที่ไม่วิสาสะกันมาเป็นแรมปีกำลังคุยกันอยู่จริงๆ เป็นภาพที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นอีกครั้ง หล่อนอยากให้ใครอีกคนได้มาเห็นภาพนี้เหลือเกิน...พรรษาหลุดปากพูดตามที่คิด

“น่าโทรไปบอกโปรดจริงๆ”

“พูดถึงโปรดแล้วก็คิดถึง...ตอนนี้โปรดอยู่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เหรอ น่าจะมาเนอะ”

“ชวนแล้ว” คนพูดทำหน้านิ่ว “ไม่ยอมมา บอกว่าไม่ได้เป็นศิษย์เก่า ‘ถาปัด” จู่ๆ เจ้าตัวก็เอ่ย “ฝนจะไปคุยกับสองคนนั่น จูนไปด้วยกันมั้ย?”

หญิงสาวชื่อจูนหรือจิตติมาส่ายหน้า เอามือลูบท้องป้อยๆ

“ไปเหอะ เดี๋ยวเราจะไปหาอะไรกินสักหน่อย ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งกะเย็น”

“เออๆ จูนไปหาอะไรกินเถอะ เดี๋ยวตามไป”

สองสาวแยกกัน พรรษาเดินตรงไปหาชายหนุ่มทั้งสองคนที่ยืนคุยกันหน้าทางเข้ากลาง ดูท่าทางทั้งคู่เหมือนคนที่ไม่เคยมีเรื่องหมางใจกันมาก่อน เห็นแล้วก็อดดีใจจนต้องซ่อนยิ้มเอาไว้เมื่อเดินไปถึง คำแรกที่ทักจึงพยายามให้เป็นปกติที่สุด...พรรษาไม่อยากให้เพื่อนที่เพิ่งคุย กันรู้สึกประดักประเดิด

“มากันนานหรือยัง”

“อ้าว...ฝน” สองหนุ่มร้องออกมาเกือบพร้อมกันเมื่อหันมาเห็นเพื่อนสาว อัคนีเป็นคนแรกที่ตอบ

“เพิ่งมาถึงเมื่อครู่นี้เอง”

“เมฆล่ะ” พรรษาหันปุถามชายหนุ่มอีกคน

“มาสักพักแล้ว กินเหล้ากำลังกรึ่มทีเดียว” คนพูดชูแก้วในมือที่พร่องไปกว่าครึ่งให้ดู พรรษาหัวเราะหันไปบอกกับเพื่อนอีกคนว่า

“อาหารกับเครื่องดื่มอยู่ทางซ้ายมือนะอั๋น”

“ขอบใจ” อัคนีกล่าวขอบคุณแล้วเหมือนนึกขึ้นได้จึงถาม “เออ...ฝน ได้ข่าวว่าโปรดมากรุงเทพฯ เหรอ”

คำถามนั้นราวกับซ่อนพลังงานไฟฟ้าเอาไว้ แรงของมันมากพอที่จะกระตุกหัวใจชายหนุ่มอีกคนในวงสนทนาจนเจ้าตัวต้องกลบ เกลื่อนด้วยการเสยกแก้วเครื่องดื่มในมือขึ้นจิบ ทำท่าเหมือนไม่ได้สนใจอยากรู้ทั้งที่หูผึ่งรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ ขณะเดียวกันท่าทีผ่อนคลายเมื่อครู่ก็เริ่มแปรเปลี่ยน กำแพงที่เพิ่งจะถูกทำลายกลับก่อกั้นขึ้นมาอีกครั้ง

พรรษาปรายตามองคนที่มีทีท่าเฉยเมยพลางนึกในใจ...ถ้าสิ่งที่แสดงออกมันตรงกับ ที่คิดก็ดีแต่หล่อนเชื่อเหลือเกินว่ามันไม่ใช่...ไม่ใช่อย่างที่เมฆพยายามทำ ให้ทุกคนเห็น พรรษาเชื่ออย่างนี้มาตลอดและยังคงเชื่ออยู่ หล่อนเชื่อว่ายังมีเยื่อใยบางเบาถักทอร้อยรัดหัวใจคนสองคนไว้ด้วยกัน และแม้ว่าเมฆจะมีใครอีกคนแล้วก็ตาม เยื่อใยนั้นมิได้น้อยลงหรือหมดไปมันยังคงซุกซ่อนอยู่ที่ไหนสักที่ในหัวใจอัน เร้นลับของเขานั่นแหละ

บางที...มันอาจจะอยู่ตรงสุดบึ้งหัวใจกระมัง

“ใช่”

“อั๋นอยากเจอ ฝากฝนบอกเค้าด้วยสิ” พรรษายิ้ม...อัคนีกล้าและตรงไปตรงมาอย่างนี้เสมอ คิดหรือรู้สึกอย่างไรก็พูดออกไปอย่างนั้น เพราะอย่างนี้...ครั้งนั้นโปรดปรานถึงได้เลือกเขา แต่คนตรงไปตรงมาอย่างอัคนีบางครั้งกลับอ่านยากยิ่งกว่า ไม่มีใครคิดว่าเขาจะเป็นฝ่ายทิ้งโปรดปรานเสียเองทั้งที่เขาต้องเสียเพื่อนไป คนหนึ่งเพื่อให้ได้หล่อนมา

“ได้ ฝนจะบอกให้”

“ขอบใจ” พรรษาพยักพเยิดเป็นเชิงรับคำขอบคุณนั้นก่อนจะเอ่ยขอตัวกับชายหนุ่มทั้งสองคน

“ฝนขอตัวไปหาจูนมันก่อนนะ อั๋นกับเมฆคุยกันต่อเถอะ” หญิงสาวโบกมือและยิ้มให้ก่อนเดินจากไป

สองหนุ่มมองตามร่างเพื่อนสาวที่เดินหายเข้าไปในกลุ่มเพื่อน แม้เสียงเพลงจะดังกระหึ่มทั่วทั้งห้องหากในห้องหัวใจของทั้งคู่กลับมีความ เงียบเข้าครอบครอง...ความเงียบที่นำพาความคิดไปตามทางของตน สำหรับเมฆคำถามเมื่อครู่ของอัคนีเรียกความทรงจำถึงสาเหตุแห่งความบาดหมางและ เป็นดั่งหมุดซึ่งตอกย้ำความจริงข้อหนึ่งแก่เขา...เพื่อนผู้นี้ยังคงมีใจต่อ ใครคนนั้นอยู่ไม่คลาย

และใครคนนั้นก็เป็นดุจคลื่นรบกวนหัวจิตหัวใจของเขามาหลายวัน...ดวงหน้าที่ จารจำไว้ก้นบึ้งค่อยแจ่มชัดขึ้นทีละน้อยราวมีร่างของเจ้าตัวมายืนเบื้องหน้า เมฆเองก็อยากเจอโปรดปราน เขาเฝ้าแวะเวียนไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งนั้นหลายต่อหลายครั้ง หวังจะได้เจอหล่อนโดยบังเอิญ...หากก็ได้เพียงหวัง เพราะเขาไม่เคยเจอหล่อนอีกเลย

“แล้วเมื่อไรมึงจะแต่งงาน” เหมือนมือที่มองไม่เห็นฉุดกระชากให้เมฆกลับมายืนอยู่กับปัจจุบัน และมือนั้นยังยัดเยียดความจริงกลับคืนสู่หัวใจของเขา เป็นความจริงที่เขาเกือบลืม

อัคนีไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงถามเช่นนั้น เขาเพียรบอกตัวเองว่ามันเป็นคำถามที่สามัญเหลือเกินสำหรับคนในวัยอย่างเขา และเมฆซึ่งก้าวเข้าสู่ช่วงที่จะต้องเป็นฝั่งเป็นฝา เขาถามอย่างเพื่อนคนหนึ่งที่ถามถึงความเป็นไปของเพื่อนซึ่งไม่ได้เจอะเจอกัน มานานปี ไม่ได้ตั้งใจแม้แต่น้อยที่จะทำให้อีกฝ่ายเกิดปฏิกิริยาเช่นที่ปรากฏแก่สายตา ของเขาในขณะนี้ และนั่นก็ทำให้อัคนีหรี่ตามองเมฆอย่างพินิจ

“ยังหรอก” น้ำเสียงคนตอบอ้อมแอ้มชอบกล

“ยังไม่พร้อม...หรือว่า...ยังอยากเป็นโสดกันแน่วะ?” อัคนีถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ เมฆยกมุมปากขึ้นนิดๆ เมื่อตอบ

“ทั้งสองข้อ”

“อย่าให้ผู้หญิงรอนานนักล่ะมึง เดี๋ยวจะเหมือนกู” อัคนีเอ่ยทีเล่นทีจริงและเมื่อคนฟังเลิกคิ้วเหมือนถามจึงไขความ “ผู้หญิงเค้าทิ้งกูไปก็เพราะไอ้สองข้อนั้นล่ะว่ะ กูเลยเป็นโสดสมใจจนบัดนี้” พูดจบเจ้าตัวก็หัวเราะ เมฆมิได้หัวเราะตามเพราะไม่แน่ใจนักว่าคนพูดพูดด้วยความรู้สึกอย่างไร หากสำหรับตัวเขาเองกลับแปลกใจกับสิ่งที่เพิ่งรู้

และตามด้วยความอยากรู้อย่างเหลือเกินว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร...ใช่คนที่เขาคิดหรือเปล่านะ

โปรดติดตามตอนต่อไป...



หากผู้ใดกระทำการคัดลอกเพื่อนำไปโพสในบล็อกหรือตามเวบอื่นโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษปรับตามกฎหมายตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือ หากนำเรื่องไปเสนอต่อสำนักพิมพ์ ถือเป็นการเสนอขาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. กฎหมายลิขสิทธิ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น