webboard blog Image Map

สายลมรักกลางฤดูเหงา บทที่ ๕




บทที่ ๕

งาน รวมรุ่นเลิกเกือบตีหนึ่ง แต่กว่าเมฆจะกลับถึงบ้านก็ตีสองเข้าไปแล้ว แทนที่จะอาบน้ำเข้านอนเพราะต้องตื่นแต่เช้าไปทำงานในวันรุ่งขึ้น เขากลับนั่งจ่อมอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกครุ่นคิดถึงเรื่องที่เพื่อนสาวเพิ่ง เล่าให้ฟัง สมองหนักอึ้งเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปแต่ไม่เท่าหัวใจที่หนักยิ่ง กว่า

ความ จริงที่ได้รู้ทำให้เมฆต้องกลับมาทบทวนความรู้สึกของตนเอง ทำไมนะ...เขาควรจะสาแก่ใจมิใช่หรือที่สองคนนั้นไม่ได้คบกันหวานชื่นอย่างที่ เขาคิด ควรจะสมใจสิ...ที่ความรักของคนคู่นั้นอับปางไม่เป็นท่า แต่ทำไม...เขากลับไม่รู้สึกอย่างนั้น คำพูดบางคำพูดของพรรษาคอยแต่จะวนเวียนไปมา และคำพูดเหล่านั้นเองที่เป็นต้นตอทำให้เขานอนไม่หลับ คนที่นั่งพิงพนักโซฟาเหยียดขายาวลูบหน้าตัวเองแรงๆ ดังว่าอาการนั้นจะลบภาพวงหน้าเรียวของใครบางคนออกไปได้ เมฆพรูลมหายใจออกจากปาก...สั่งอะไรก็ไม่ยากเท่าสั่งหัวใจ เพราะหัวใจของเขามันกำลังขบถ สั่งให้หยุดคิดมันก็กลับยิ่งคิดถึงแต่ดวงหน้าเรียวละมุนที่มีรอยยิ้มสดใสและ ดวงตาสุกสกาว คิดถึงน้ำเสียงอ่อนหวานที่เคยเจรจาพาที คิดถึงความอบอุ่นของมือที่เคยกอบกุม...

คิดถึง...คิดถึง...คิดถึง

เขาคิด ถึงโปรดปรานเหลือเกิน...เป็นความคิดถึงที่รุนแรงจนทำให้เกิดเป็นความ ทรมานอย่างร้าย เพราะพอคิดถึงแล้วใจก็เริ่มกระวนกระวายอยู่ไม่ติด หากเขารู้ว่าหล่อนพำนักพักพิงที่ใดคงแล่นไปหาทั้งยามวิกาลเช่นนี้ล่ะ แต่นี่เมื่อไม่รู้จึงได้แต่คร่ำครวญอยู่ในอกในใจ ฉับพลันเมฆก็นึกถึงแผ่นกระดาษเล็กๆ แผ่นนั้น เขาลุกพรวดตรงดิ่งไปยังโต๊ะทำงาน เปิดลิ้นชักควานหาอะไรบางอย่างที่เก็บไว้อย่างดีด้านในสุด เมื่อปลายนิ้วสัมผัสกล่องกระดาษเล็กๆ ก็คว้ามันออกมา

ในกล่อง กระดาษซึ่งเดิมเป็นกล่องใส่นามบัตรมีกระดาษแผ่นเล็กนอนนิ่งสงบ และแม้ไม่ได้คลี่มันออกหากตัวเลขที่เขียนไว้บนแผ่นกระดาษนั้นกลับแจ่มชัด

เวลานี้...วินาทีนี้ เมฆไม่รีรออีกแล้ว ไม่มีแม้กระทั่งความยับยั้งชั่งใจ

ไม่มีแม้แต่...อิงฤทัย!

เขากลับ ไปที่โซฟาหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะกดหมายเลขที่จำได้ขึ้นใจ มืออีกข้างยังกำกระดาษแผ่นนั้นไว้แน่นเมื่อได้ยินเสียงรอรับสาย...หัวใจเขา เต้นตุ่มต่อม คำพูดของพรรษาดังแว่วมาอีกครั้ง

‘ระหว่างคนที่เรารัก...กับคนที่รักเรา ถ้าต้องเลือก...และเลือกได้เมฆจะเลือกใคร’ เขาได้ยินคำที่ตนตอบเพื่อนสาวไป

‘คนที่เรารักสิ’

‘ใช่! เป็นฝน...ฝนก็เลือกเหมือนเมฆ และทุกคนก็คงเลือกอย่างนี้เหมือนกัน แต่...ถ้าอยู่กับคนที่เรารักแล้วไม่มีความสุข...จะอยู่ไปทำไม ทางเลือกอีกทางที่มีก็เหลือแต่...คนที่รักเรา’

ทว่าคำพูดที่กระทบใจเขาที่สุดนั่นคือ...

‘เมฆได้แต่โทษว่าเป็นความผิดของโปรดกับอั๋น...เคยถามตัวเองมั้ย...ว่าสิ่งที่ทำมันถูกตรงไหน’

เสียงเพลงรอสายท่วงทำนองสนุกสนานจบลงเกือบพร้อมกับที่ปลายสายรับพอดิบพอดี เสียงคนรับง่วงงุนเต็มที่เพราะถูกกระชากจากการหลับใหลแสนสุข

“ฮาโหล...โทรมาทำไมดึกป่านนี้อีกล่ะเมฆ”

“โทษทีฝน แต่เมฆนอนไม่หลับ”

“เอ้า! แล้วมาบอกอะไรชั้นล่ะ?” ในความงุนง่วงของน้ำเสียงเจือแววหงุดหงิดเมื่อได้ยินว่าถูกปลุกขึ้นมาเพราะคนเป็นเพื่อนนอนไม่หลับ

“ขอร้องล่ะฝน...ช่วยเมฆหน่อยได้มั้ย?”

น้ำเสียงเดือดร้อนของชายหนุ่มทำให้ปลายสายเสียงอ่อนลงเมื่อถาม “ช่วยอะไร?”

“เมฆอยากรู้ว่าโปรดอยู่ที่ไหน” เมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวยังคงเงียบไม่ตอบเขาเอ่ยต่อ “โปรดพักที่ไหน...เมฆรู้ว่าฝนต้องรู้”

“โทรถามพรุ่งนี้ก็ได้นี่นา” ตอนนี้ดูเหมือนปลายสายจะหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง “ทำอย่างกับจะไปหาเสียเดี๋ยวนี้งั้นแหละ”

“ถ้าฝนไม่ยอมบอก เมฆจะไปหาที่บ้านเดี๋ยวนี้และจะไม่กลับจนกว่าจะรู้ว่าโปรดอยู่ที่ไหน” เขาขู่

“อ้าว...ขู่ มาขอให้ช่วยแล้วขู่อย่างนี้มันน่าช่วยมั้ยเนี่ย?” พรรษาเริ่มสนุก

“ฝน...ขอร้องล่ะ” คราวนี้เขาเปลี่ยนเป็นอ้อนวอน

“แหม... ไม่ต้องมาทำเสียงอ่อนใส่หรอกน่า ไอ้อยากบอกน่ะมันก็อยากบอกอยู่หรอก แต่ขืนบอกแล้วเมฆไปหาถึงบ้าน โปรดต้องรู้แน่ๆ ว่าเมฆรู้จากฝน คราวนี้ฝนก็เสร็จสิ เอ

งี้ดีกว่า...ถ้าเมฆอยากเจอโปรด ฝนมีวิธี...”



คำชวนผ่านสายโทรศัพท์ของเพื่อนสนิทเมื่อกลางวันทำให้โปรดปรานต้องมาเดินที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่หล่อนพยายามเลี่ยงหลังจากที่เจอ ‘เขา’ ติดกันถึงสองครั้งที่นี่ หญิงสาวยอมเดินทางไกลกว่าเดิมอีกนิดแต่ก็เพื่อความสบายใจของตนเอง หล่อนไม่อยากเจอ ‘เขา’ โดยบังเอิญเป็นครั้งที่สามเพราะไม่แน่ใจว่าจะยังปั้นหน้าได้แนบเนียนหรือไม่ ...ก็การเจอคนรู้จักแล้วทำเหมือนไม่รู้จักมันง่ายเสียที่ไหน

สอง ครั้งที่ผ่านมาทำเอาหัวจิตหัวใจของโปรดปรานแกว่งราวชิงช้าที่ถูกไหวโยกด้วย มือที่มองไม่เห็น มันทำให้หล่อนรู้ว่าหัวใจที่เคยคิดว่าเจ็บปวดหลาบจำ แท้จริงยังคงถวิลหารอยรักครั้งนั้นอยู่ไม่คลาย

ทุก ฝีเท้าของโปรดปรานที่เหยียบย่างเข้าไปในซุปเปอร์มาเก็ตนั้นเต็มไปด้วยความ ไม่มั่นใจ หล่อนไม่อยากจะมาที่นี่เลยแต่ก็หาเหตุปฏิเสธคนเป็นเพื่อนไม่ได้...ว่ากันตาม จริงล่ะก็ พรรษาไม่ยอมให้หล่อนปฏิเสธต่างหาก พอบ่ายเบี่ยงด้วยการชวนไปที่อื่น คนเป็นเพื่อนก็อ้างเหตุผลนานาที่ทำให้หล่อนต้องยอมจำนนในที่สุด ครั้นจะบอกความจริงโปรดปรานก็ไม่อยากตอบคำถามที่จะมีตามมา พรรษายืนโบกมือไหวๆ ตรงทางเข้า โปรดปรานจึงเดินตรงเข้าไปหา

“ไป... ไปซื้อของกันเลยดีกว่า เสร็จแล้วจะได้ขึ้นไปกินข้าวข้างบน” คนชวนเอ่ยเสียงร่าเริง แกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้กับท่าทางแปลกๆ ของคนเป็นเพื่อน ถ้าไม่รู้เรื่องมาก่อนว่าเมฆกับโปรดปรานเจอกันที่นี่ล่ะก็หล่อนคงแปลกใจกับ ท่าทางของเพื่อนแน่ๆ เพราะฝ่ายนั้นดูระแวดระวังเหมือนกวางระแวงไพรอย่างไรอย่างนั้น

พรรษา เดินนำแล้วพาเลี้ยวเข้าเลี้ยวออกตามชั้นต่างๆ ในซุปเปอร์ฯ เพื่อเลือกหยิบของใช้ที่ต้องการ ตลอดเวลานั้นโปรดปรานได้แต่เดินตามมาเงียบๆ ทว่าสายตากลับกวาดมองไปทั่วสลับกับถอนใจเป็นระยะๆ คนชวนจึงแอบกลั้นหัวเราะเสียแทบแย่

จ่าย เงินเสร็จเรียบร้อย พรรษาก็เข็นรถที่มีของใช้ไปขึ้นลิฟต์เพื่อไปชั้นบนสุดซึ่งเป็นแหล่งที่ตั้ง ของร้านอาหารหลากหลายร้าน หล่อนให้โปรดปรานเป็นคนเลือกร้านเอง คิดอยู่ไม่นานคนเป็นเพื่อนก็ชี้ส่งๆ ไปที่ร้านอาหารญี่ปุ่นใกล้กันนั้นเอง

“กินอาหารญี่ปุ่นร้านนี้ก็แล้วกัน”

“ร้าน นี้เหรอ เอาสิ...โปรดเลือกเก่งนะเนี่ย ร้านนี้อร่อยใช้ได้เลย ข้าวแกงกะหรี่หมูทอดของเขามีชื่อ” ตอนเข็นรถไปจอดแอบไว้หน้าร้านตรงจุดที่สามารถมองเห็นจากในร้านได้ง่าย หญิงสาวแอบกวาดตามองด้านหลังเร็วๆ ครั้นเห็นเงาร่างสูงคุ้นตาก้าวออกมาจากหลังป้ายโฆษณาก็ยิ้มออกมาด้วยความพอ ใจ ฝ่ายนั้นก้าวถอยหลังหลบเข้าหลังป้ายตามเดิมขณะที่หล่อนหมุนตัวแล้วเดินเข้า ไปในร้านพลางมองหาคนเป็นเพื่อน

โปรด ปรานได้โต๊ะที่อยู่ไม่ไกลจากเคาน์เตอร์เท่าไร เป็นโต๊ะขนาดเล็กสำหรับสองคน หญิงสาวนั่งรออยู่ก่อนแล้วเมื่อพรรษไปถึงจึงเหลือเก้าอี้อีกเพียงตัวเดียว

“โปรดกินอะไร?” ถามพลางเลื่อนเก้าอี้ ลงนั่งก่อนคว้าเมนูมาดู

“ฝนบอกข้าวแกงกะหรี่หมูทอดอร่อยไม่ใช่เหรอ โปรดเอาอันนั้นแหละ”

“อย่างอื่นก็มีนะ ไม่ดูเมนูก่อนเหรอ” พรรษาถามเมื่อเห็นว่าคนเป็นเพื่อนสั่งทั้งที่ยังไม่ได้ดูเมนูแม้แต่น้อย

“ฝนสั่งละกัน กินได้ทั้งนั้นแหละ”

“แน่นะ...ชั้นจะสั่งข้าวหน้าปลาไหล กินเปล่า?” หล่อนแกล้งลอยหน้าถามทั้งที่รู้ว่าโปรดปรานเกลียดปลาไหลที่สุด

“ยกปลาไหลให้ ขอแต่ข้าวให้ชั้นก็พอ”

พรรษาหัวเราะ “คนอะไรไม่รู้จักกินของแพงๆ”

ว่าแล้ว เจ้าหล่อนก็หันไปสั่งอาหารกับพนักงานเสิร์ฟเสร็จสรรพแล้วก็หันมาคุยกับคน เป็นเพื่อนหากสายตากลับคอยแต่จะชำเลืองแลออกไปยังด้านหน้าร้าน โชคดีที่โปรดปรานเลือกนั่งเก้าอี้ที่หันหลังให้ทางเข้าจึงเข้าทางหล่อนพอดิบ พอดี กระทั่งอาหารที่สั่งมาวางเต็มโต๊ะก็ยังไม่เห็นวี่แววของคนที่หลบซุ่มอยู่ ด้านนอกจนพรรษาเริ่มร้อนใจหากก็ไม่กล้าแสดงออกด้วยกลัวคนเป็นเพื่อนจะสงสัย กำลังจะหาเรื่องขอตัวไปเข้าห้องน้ำอยู่แล้วเชียวเมื่อร่างสูงเดินเข้ามาใน ร้าน พนักงานในร้านออกไปต้อนรับตามหน้าที่ พรรษาเห็นเมฆชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้วคงจะบอกว่ามาคนเดียว พนักงานจึงพาเดินมาที่เคาน์เตอร์ หญิงสาวซ่อนยิ้มก้มหน้าก้มตาคีบอาหารใส่ปากด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย ก่อนจะถึงเคาน์เตอร์ต้องผ่านโต๊ะของหล่อนกับโปรดปราน

เสียงทักดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างสูงเดินมาถึงพอดี “อ้าว...ฝน!”

พรรษานึกขำที่เมฆเล่นละครได้แนบเนียน คราวนี้ถึงตาหล่อนมั่งล่ะ

“เมฆ!” หล่อนร้อง...น้ำเสียงกึ่งดีใจกึ่งแปลกใจ

แต่คนที่ตกใจจนเกือบทำตะเกียบหลุดจากมือตอนได้ยินชื่อคือโปรดปราน!

หล่อน เงยหน้าขึ้นมองโดยอัตโนมัติเพื่อจะพบว่ามีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองมาอยู่ก่อน แล้ว ดวงตาคู่ที่เปรียบเหมือนน้ำในบ่อลึก...ยากจะหยั่งว่าคิดสิ่งใดหากมีอำนาจพอ ที่จะสะกดให้หล่อนตะลึงงันอยู่เป็นนาที กระทั่งควบคุมสติได้หล่อนจึงวางตัวและปรับสีหน้าให้นิ่งสนิท

“โลกกลมจริงๆ เพิ่งเจอกันในงานเมื่อวานนี้เอง”

“นั่นสิ” ตอบโดยที่ยังไม่ได้ละสายตาจากคนที่วางหน้าเฉย

“นั่งด้วยกันนะเมฆ เดี๋ยวฝนให้เขาเอาเก้าอี้มาเสริม”

คิ้ว เรียวของคนที่นั่งนิ่งเงียบขยับขึ้นนิดหนึ่งเมื่อได้ยินคำพูดของคนเป็น เพื่อน อิ่มตื้อขึ้นมากะทันหันนึกอยากขอตัวกลับเสียเดี๋ยวนั้นแต่เหมือนคนเป็น เพื่อนจะรู้แกวจึงรีบดักคอ

“โปรดคงไม่ว่านะถ้าเมฆจะนั่งกับเรา”

เจอไม้ นี้หล่อนก็พูดไม่ออก พรรษาจึงถือเอาอาการเงียบของหล่อนเป็นคำตอบรับ จัดการบอกพนักงานให้หาเก้าอี้มาเริมอย่างเร็วรี่ โปรดปรานขยับตัวอย่างอึดอัด โต๊ะที่เล็กอยู่แล้วยิ่งเล็กไปถนัดใจ

“สบายดี เหรอ?” เสียงถามดังใกล้ราวกับถามตรงข้างหู โปรดปรานเงียบไม่ตอบเพราะไม่คิดว่าฝ่ายนั้นถามตนเองจนกระทั่งเสียงทุ้มเอ่ย ชื่อหล่อนชัดเจน “โปรด...”

หญิงสาวตวัดสายตาไปมองแวบหนึ่งพบสายตาของเมฆจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของหล่อนเขม็ง โปรดปรานหลบตาวูบ ตอบเสียงเรียบ

“สบายดี”

“ไม่ได้เจอกันเลย” คนฟังนิ่งไม่ตอบกระนั้นกลับมีเสียงใครอีกคนตอบแทน

“จะเจอยังไงล่ะเมฆ โปรดไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ นี่”

“แล้วอยู่ที่ไหน...เชียงใหม่เหรอ?”

โปรด ปรานเกือบเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจแล้วหากห้ามไว้ได้ทันจึงเพียงเหลือบมองหน้า คนพูดแวบหนึ่ง...เขาจำได้ด้วยหรือว่าบ้านของหล่อนอยู่ที่ไหน...

เสียง โทรศัพท์มือถือดังขัดจังหวะ ทั้งเมฆและโปรดปรานหันมามองหน้าเจ้าของโทรศัพท์เกือบพร้อมกัน พรรษาย่นจมูกยิ้มก่อนจะรับโทรศัพท์ โต้ตอบกับปลายสายอยู่ครู่หนึ่งก็ขอตัว...บอกเพื่อนทั้งสองคนว่า

“เรื่อง งานน่ะ...ฝนขอตัวไปคุยข้างนอกสักแป๊บ เดี๋ยวกลับมา...แป๊บเดียวจริงๆ” ประโยคหลังหล่อนบอกเพื่อนสนิทที่มองตาตื่นตั้งท่าจะเอ่ยปากพูดอะไรสักอย่าง แต่พรรษาตัดบทด้วยการหันไปบอกกับเมฆ “ฝากโปรดด้วยนะเมฆ เดี๋ยวฝนมา”

แล้ว เจ้าตัวก็ลุกจากเก้าอี้โดยไม่สนใจสายตาของเพื่อนสนิทที่มองตามมาแม้แต่น้อย เมื่อเดินห่างออกมาพอสมควรพรรษาก็หัวเราะคิกบอกกับคนทางปลายสาย
“แหม...โทรมาได้จังหวะพอดีเลยว่ะจูน ชั้นนึกว่าแกจะกะเวลาผิดซะแล้ว”



เมื่อ อยู่กันสองต่อสองจริงๆ เมฆก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรเช่นกัน บรรยากาศบนโต๊ะจึงเต็มไปด้วยความเงียบ...เป็นความเงียบที่แฝงไปด้วยความอึด อัดเพราะผู้ร่วมโต๊ะอีกคนก็ทำเหมือนนั่งอยู่เพียงคนเดียว โปรดปรานนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา...ไม่มองหน้าเขา หล่อนเขี่ยอาหารในจานเหมือนอิ่มแล้วอย่างนั้น

“เมฆอยากคุยด้วย”

หญิงสาวตอบทั้งที่ไม่มองหน้า “กำลังคุยอยู่นี่ไง”

“ไม่ใช่...” น้ำเสียงที่ดูเหมือนจะเย็นชาอยู่เป็นนิจ ‘ร้อน’ ขึ้นนิดหนึ่ง

“แต่โปรดไม่มีอะไรจะคุย”

“แม้แต่เรื่อง...ระหว่างเราเหรอ”

โปรดปรานสบสายตาคู่ที่เหมือนน้ำในบ่อลึกนิ่งก่อนตอบเสียงแข็ง “เรื่องของเรามันจบไปนานแล้วล่ะเมฆ”

หากเมฆ สวนกลับทันที “แน่ใจเหรอโปรด?” เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่งามเหมือนค้นหาอะไรบางอย่าง โปรดปรานอึ้ง...หญิงสาวรู้ใจตัวเองดีกว่าอะไรทั้งหมด ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...ความจริงมันก็คอยย้ำเตือน

เขามีใครอีกคนหนึ่งแล้ว

คำตอบที่ออกจากปากจึงมั่นคง “แน่ใจ! ”

คนฟังนิ่งไปชั่ววินาทีด้วยนึกไม่ถึงแต่แล้วก็ยืนกรานด้วยน้ำเสียงที่กลับมาเป็นเหมือนเดิม

“แต่เมฆมีเรื่องต้องคุยกับโปรด”

โปรด ปรานหันควับ จ้องหน้าคนพูดนิ่ง ก่อนเอ่ยช้า...ชัด “เอาเวลาที่จะมาคุยกับโปรดไปคุยกับแฟนเมฆดีกว่า อย่ามาเสียเวลาเลย เรื่องของเรามันจบ...จบไปนานแล้ว”

พูดจบ หญิงสาวก็ลุกพรวด วางธนบัตรใบละพันที่หยิบมาจากกระเป๋าลงบนโต๊ะ ทว่าเมื่อจะหมุนตัวเดินจากมากลับรู้สึกถึงมือแข็งแรงอบอุ่นรั้งข้อมือบางของ ตนไว้ หล่อนกัดริมฝีปากเมื่อเอ่ยเสียงเย็น

“ปล่อย! ”

“ไม่! ”

“บอกให้ปล่อย! ” หญิงสาวขึงตาใส่พร้อมทั้งบิดข้อมือเพื่อให้หลุดจากปลอกแข็งแกร่งของอีกฝ่าย คนในร้านเริ่มหันมามอง เมฆจึงยอมปล่อยมือก่อนที่จะเป็นจุดสนใจของคนอื่นมากไปกว่านี้แต่เมื่อโปรด ปรานก้าวเร็วๆ ออกไปจากร้านโดยไม่คิดจะรั้งรอ เขาก็รีบตามออกไปติดๆ

ชาย หนุ่มตามทันตอนที่โปรดปรานก้าวลงบันไดเลื่อน เขาตามไปยืนบนขั้นเดียวกัน คนที่ยืนอยู่ก่อนหันมามองด้วยปลายตาครั้นเห็นว่าเป็นเขาก็หันหน้าหนีพลางทำ ท่าจะก้าวลงไปอีกขั้น แต่เสียงทุ้มลึกที่ดังขึ้นข้างๆ ทำให้ต้องหยุด

“ถ้าก้าวลงไป คราวนี้เมฆรับรองว่าจะไม่ปล่อยมือโปรดง่ายๆ เหมือนเมื่อกี้แน่”

เสียงทอดถอนใจจากหญิงสาวที่ยืนเคียงข้างดังขึ้นชัดเจน “เมฆต้องการอะไร”

“บอกแล้วไง...เมฆอยากคุย”

เมื่อมา ถึงชั้นล่างแทนที่จะเดินต่อไปยังบันไดเลื่อนที่จะพาไปยังชั้นถัดไปโปรดปราน กลับก้าวหลีกทางให้คนที่ตามมาข้างหลังก่อนหยุดรอชายหนุ่มที่เดินตามมา หญิงสาวสูดลมหายใจเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตาคู่นั้นของเขาบังคับน้ำเสียงให้มั่น คง

“ถ้าเมฆจะคุยเรื่องระหว่างเรา...โปรดบอกแล้วว่ามันจบ ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้ว”

“โปรดไม่ได้หนี เพียงแต่ไม่เห็นประโยชน์ที่จะคุยกัน”

“คุยกันอย่างเพื่อนก็ไม่ได้งั้นรึ?”

โปรดปรานอึ้งไปกับประโยคนั้น รู้สึกว่าหน้าตนเองร้อนผ่าว...นี่หล่อนคิดอะไรอยู่ คิดว่าเขาจะมาขอคืนดีหรือไง...ตำตอบถัดมาจึงอ่อนลง

“ไม่ใช่”

“งั้นก็ไป” ไม่พูดเปล่า เมฆคว้าข้อมืออีกฝ่ายโดยไม่ให้ตั้งตัว โปรดปรานทำหน้าเหลอถามเสียงหลง

“ไปไหน?” คนถามพยายามขัดขืนสุดแรง แต่ละม้ายมืออีกฝ่ายเป็นปลอกเหล็กแข็งแกร่ง ยิ่งดิ้นรนมันก็ยิ่งรัดแน่น เสียงทุ้มตอบคำถามหล่อน

“ไปหาที่คุยเหมาะๆ” เขาหยุดไปนิดก่อนเหลือบมองรอบตัวแล้วเตือนเบาๆ “ยิ่งโปรดขัดขืนคนก็ยิ่งมองยิ่งสงสัยอยากรู้”

“แล้วทำไมต้องจับมือ” หล่อนอุทธรณ์

“เพื่อน กันจับมือกันไม่ได้เหรอ?” กระชับนิ้วรอบข้อมือบางของอีกฝ่ายแน่นเข้าไปอีก โปรดปรานส่ายหน้าด้วยความอึดอัดแต่กลับพูดอะไรไม่ออก และถึงอย่างไรหญิงสาวก็รู้ดีว่าพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ เมฆไม่ยอมปล่อยมือแน่ เขาพาเดินลงบันไดเลื่อนจนไปถึงชั้นสองแล้วเดินออกไปยังประตูทางออกสู่ลานจอด รถ นั่นล่ะโปรดปรานจึงขืนตัวไม่ยอมเดินต่อ

“ไปไหน?”

“เอ...โปรดนี่ยังไง ถามอะไรซ้ำซาก”

“เมฆจะพาโปรดไปไหน?” คำถามเดิมดังซ้ำคราวนี้ด้วยน้ำเสียงจริงจัง คนที่ยังยึดข้อมือจึงตอบ

“ก็ไปหาที่คุยไง...บ้านโปรดหรือบ้านเมฆดี”

โปรด ปรานอึ้ง...ตัวเลือกที่เขาให้มาไม่น่าเลือกเลยสักข้อ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหล่อนหรือบ้านเขา เสี่ยงเกินไปที่จะอยู่กับเขาเพียงลำพัง...สองต่อสอง หล่อนไม่ไว้ใจเขาพอกับที่ไม่ไว้ใจตัวเองนั่นล่ะ...จึงพยายามบ่ายเบี่ยง

“ไปที่อื่นไม่ได้เหรอ?”
“ไปบ้าน เมฆแล้วกัน” คำตอบแบบรวบรัดตัดความของเขาทำให้คนฟังเลิกคิ้วค้าง ไม่ทันจะปฏิเสธเขาก็ออกแรงจูงข้อมือต่อไม่สนใจอาการขัดขืนของหล่อนแม้แต่ น้อย สุดท้ายเมฆก็พาหล่อนไปที่รถของเขาจนได้ แต่แล้วเหมือนโชคช่วย เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เมฆชะงักหยิบมันออกมาจากกระเป๋า ชื่อตรงหน้าจอทำให้เขาปล่อยมือโปรดปรานโดยอัตโนมัติ หญิงสาวรู้ด้วยสัญชาตญาณ...

ผู้หญิงคนนั้นโทรมา...แฟนของเมฆ!

โปรด ปรานถอยห่างออกมาเพราะรู้สึกถึงความเป็นส่วนเกินของตน ถ้อยคำที่เขาสนทนากับปลายสายลอยผ่านมาเข้าหูหากหญิงสาวมิได้สนใจฟัง ตอนนี้สมองของหล่อนครุ่นคิดแต่ว่าจะหนีจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้ได้อย่าง ไร โปรดปรานไม่อยากไปบ้านเขา...และยิ่งไม่อยากให้เขาไปบ้านหล่อน

ระยะห่างระหว่างเขากับหล่อนเคยเป็นอย่างไรมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นต่อไป

กระนั้น หญิงสาวก็ประหลาดใจนักที่เขาอยากรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาในวันที่เรื่องราวเหล่านั้นน่าจะถูกละทิ้งไว้เพียงในอดีต ...เรื่องระหว่างเรา...เพิ่งจะมามีความสำคัญอะไรกับเขาในตอนนี้จนถึงกับต้อง คุยกับหล่อนให้ได้กระทั่งยื้อยุดข้อมือกันแบบไม่อายใครเช่นนี้ หรือว่า...ความคิดหนึ่งแวบผ่าน และหล่อนก็ได้ยินอีกเสียงสวนกลับทันควัน

‘ไม่มีทาง!’

เขามี ใครอีกคนแล้วมิใช่หรือ...โน่นไง ถ้อยคำในสำเนียงที่รื่นหูยังแว่วมาให้ได้ยิน น้ำเสียงนุ่มนวลอย่างนั้นน้อยครั้งที่โปรดปรานจะได้รับ เพราะยามที่เขาพูดกับหล่อนมันจะกลายเป็นน้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึก ...เหมือนคนไร้หัวใจ และก็เพราะเขาไร้หัวใจกับหล่อนก่อนมิใช่หรือ โปรดปรานจึงจำต้องไร้หัวใจกับเขาบ้างเพื่อรักษาหัวใจตนเองให้บอบช้ำน้อยที่ สุด

คิดได้ อย่างเดียวที่เขาอยากจะคุยกับหล่อนนักก็เพราะยังแค้นไม่หายที่ทำให้เขา เสียใจ ไม่สิ...เขาไม่ได้เสียใจที่หล่อนคบกับอัคนีหรอก เขาเสียหน้าต่างหาก...และจากความเสียหน้ามันก็กลายเป็นความเกลียดชัง เกลียดขนาดที่ไม่อยากได้ยินชื่อหล่อนอีกเลย

...แล้วจะรออยู่ทำไม...ฉวยโอกาสหนีไปดีกว่า...

“อิง... เดี๋ยวเมฆโทรกลับนะ พอดีมีสายเข้า” น้ำเสียงที่บอกกับปลายสายรีบร้อนเมื่อชายหนุ่มเห็นจากหางตาว่าคนที่ถอยไปยืน อยู่ห่างๆ ทำท่าจะเดินผละไป เมฆไม่ทันจะฟังคำตอบจากอีกฝั่งก็รีบกดวางสาย ก้าวยาวๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวคนร่างโปร่ง

คนที่กำลังจะหนีรู้สึกถึงแรงฉุดจากข้อมือ หันขวับกลับมาก็พบสายตาวับวาวจ้องเขม็ง

“จะไปไหน”

โปรดปรานบิดข้อมือตนเองพยายามดิ้นรนให้พ้นจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายแต่ไม่สำเร็จจึงหันมาเจรจา

“เมฆจะ โกรธจะเกลียดโปรดยังไงก็ช่างเถอะ” หล่อนสบสายตานิ่งเหมือนน้ำในบ่อลึกของเมฆแน่วแน่ขณะเอ่ยต่อ “โปรดเข้าใจ...เพราะสิ่งที่โปรดทำมันก็น่าให้เมฆต้องรู้สึกอย่างนั้น แต่โปรดก็อยากให้เมฆรู้ว่าโปรดเองก็เสียใจ...เสียใจที่ทำไม่ดีกับเมฆ” กังวานเสียงของหญิงสาวสั่นนิดๆ

เมฆนิ่ง จ้องลึกเข้าไปในสายตาของคนพูดราวจะค้นหาความจริงอยู่นานหลายนาทีก่อนที่เสียงทุ้มลึกจะเอ่ย

“ไปกันเถอะ”


โปรดติดตามตอนต่อไป...

หากผู้ใดกระทำการคัดลอกเพื่อนำไปโพสในบล็อกหรือตามเวบอื่นโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษปรับตามกฎหมายตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือ หากนำเรื่องไปเสนอต่อสำนักพิมพ์ ถือเป็นการเสนอขาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ. กฎหมายลิขสิทธิ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น