เวลาแห่งการเริ่มต้น...และเปลี่ยนแปลง

Saturday, May 21, 2011

ในที่สุดโรงเรียนก็เปิดเทอมแล้ว...และนั่นก็หมายความว่า "วายร้าย" ถึงเวลาต้องไปโรงเรียนเสียที นับว่าเป็นช่วงเวลาของการเริ่มต้นและเปลี่ยนแปลงในหลายๆ อย่างสำหรับชิวิตของเด็กวัยสามขวบอย่างเจนิซ

เริ่มจากก่อนโรงเรียนเปิดหนึ่งอาทิตย์ ก็โดนแม่เคี่ยวเข็ญเรื่องการฝึกขับถ่ายในโถแทนการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จ ความจริงเคยฝึกกันมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ แม่เองก็ไม่อดทนเข้มแข็งพอ การฝึกครั้งแรกจึงล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ครั้งนี้...แม่เอาจริงเพราะไม่อยากให้เจนิซต้องเป็นภาระของคุณครู อีกอย่างแม่ไม่รู้ว่าการไปโรงเรียนจะทำให้ลูกรู้สึกอย่างไร...ชอบ หรือไม่ชอบ และการไปโรงเรียนก็เท่ากับเจนิซต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อีกหลายอย่าง แม่กลัวว่าถ้าทุกอย่างประดาหน้ามาในคราวเดียว จะหนักหนาเกินกำลังของลูก

แต่แม่ก็รู้ว่า การที่แม่เคี่ยวเข็ญลูกให้นั่งโถนั้นก็ทำให้ลูกเครียดไม่น้อย ที่เครียดที่สุดและลูกคงกลัวมากที่สุด ก็คือการที่แม่ขู่ว่าจะไม่อยู่ด้วย

แม่จำได้ว่าคืนวันที่สองมั้งที่เราฝึกกัน แล้วเจนิซปวดหนัก แม่ก็ให้นั่งกระโถน เจนิซถ่ายได้สำเร็จ ทั้งแม่กับพ่อก็ปรบมือไชโยกันสนั่น เสียงลูกพูดด้วยความดีใจสะท้อนหัวใจแม่เหลือเกิน ลูกบอกว่า "ดีใจจัง ดีใจที่สุดเลย" พ่อกับแม่ชมและหอมแก้มลูกอีกหลายๆ ครั้ง และทุกครั้งที่ลูกทำได้พ่อกับแม่ก็จะชมและให้กำลังใจอย่างนี้เสมอ แต่ก็ีมีบ้างที่ลูกปฏิเสธไม่ยอมนั่ง แม่ถามกี่ครั้งๆ ก็ไม่เอา ไม่นั่ง สุดท้ายก็ฉี่ราด...แม่จึงดุหนักๆ ให้รู้ว่าพอทำอย่างนี้ แม่จะโกรธ หลังจากนั้นลูกก็นั่งกระโถนตลอด ยิ่งถ้าปวดหนักบ้างครั้งทนไม่ไหว ลูกถอดชั้นในได้เองเลย แต่ปวดเบา...แม่ยังต้องคอยถาม และพาไปนั่งตลอด

สามวันเท่านั้นเอง...คืนวันที่สามแม่ไม่ได้ผ้าอ้อมสำเร็จตอนกลางคืนให้ด้วยซ้ำ และลูกก็ไม่เคยทำเลอะเทอะบนเตียงเลยสักครั้ง

แม่รู้ว่าการสอนของแม่ไม่ถูกนัก และแม่ก็ใจร้อนกับลูก แต่แม่ก็ดีใจว่าลูกเรียนไว



ตอนนี้โรงเรียนเปิดแล้ว อย่างน้อยเรื่องการฉี่ก็ไม่เป็นภาระคุณครู แต่แม่ก็ลืมถามทุกทีว่าคุณครูคอยถามและพาลูกไปฉี่ หรือว่าลูกบอกคุณครูเอง ที่แน่ๆ คือลูกไม่ได้ฉี่ราดแน่นอนเพราะชั้นในที่ใส่กระเป๋าสำรองไว้ ก็ยังอยู่ครบ

อย่างที่บอกว่าการต้องไปโรงเรียน นับว่าเป็นการเริ่มต้นและเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตของลูก เริ่มตั้งแต่การฝึกนั่งกระโถน จนกระทั่งการนอนและตื่น ซึ่งปกติลูกจะนอนดึกและตื่นสายเพราะพ่อและแม่นอนดึกนั่นเอง แต่พอต้องไปโรงเรียนเราก็ต้องปรับเวลากันใหม่ จากเดิมลูกเคยนอนห้าทุ่มเที่ยงคืน แม่ก็ค่อยๆ ปรับให้นอนสี่ทุ่ม จนกระทั่งตอนนี้ก็เลื่อนมาเร็วขึ้นเป็นสามทุ่ม และกะว่าจะเลื่อนให้เร็วกว่านั้นอีก เรื่องการตื่นนอนตอนเช้าก็เช่นกัน จากเดิมตื่นเก้าโมง ตอนนี้ก็เลื่อนมาเป็นเจ็ดโมงเช้า (แต่แม่ตื่นหกโมงครึ่ง อาบน้ำและเตรียมของให้ลูกก่อน)

ดีอยู่อย่างที่เจนิซไม่ค่อยงอแงเวลาตื่น เพราะพอแม่ตื่นและลงไปอาบน้ำ พอขึ้นมาบนห้องเพื่อแต่งตัวแม่จะเปิดทีวีช่องการ์ตูนไว้ และคอยเรียกให้ลูกตื่น พักเดียวเท่านั้นแหละ เจนิซก็จะตื่นตาใสมานั่งดูทีวี แม่ก็อุ้มพาไปอาบน้ำและแต่งตัว



วันแรกของการไปโรงเรียน...ทั้งพ่อและแม่ไปส่งลูกทั้งคู่ เมื่อไปถึงคุณครูก็มารับและพาไปที่ห้อง สอนให้ถอดรองเท้าและนำไปวางในช่องประจำของตัวเองซึ่งจะมีชื่อและรูปต่างๆ แปะไว้ให้เด็กสังเกตได้ง่าย ช่องวางรองเท้าของเจนิซเป็นรูปข้าวโพด ลูกจำได้ด้วย...แต่เวลาวางดันวางผิดช่องซะงั้น ^^

พอเข้าห้องเรียนปุ๊บ เจนิซก็เจอของเล่นเยอะแยะเต็มไปหมด เท่านั้นแหละลูกก็ไม่หันมาสนใจพ่อกับแม่อีก แต่ก็หันมามองบ้าง แม่คุยกับคุณครูประจำชั้น บอกคุณครูว่า ลูกเพิ่งหัดนั่งกระโถนไม่นานและยังไม่ค่อยจะบอกเวลาปวดหนักเบา ฝากให้คุณครูคอยถามและพาไปห้องน้ำด้วย อีีกอย่าง...ก็เรื่องการรองเท้าของเจนิซซึ่งเป็นรองเท้าพิเศษสำหรับเด็กที่เท้าชิดใน กับเรื่องนมเพราะเจนิซยังไม่เลิกขวดนมนั่นเอง แต่คุณครูก็บอกว่าจะพยายามให้กินนมกล่องก่อน ถ้าเจนิซไม่กินจึงค่อยชงนมขวดให้

ช่วงอาทิตย์แรกที่ผ่านมาเจนิซไปโรงเรียนโดยไม่ร้องไห้เลยสักวัน และดูท่าทางจะชอบไปโรงเรียนด้วย ถ้ากี่ครั้งๆ ว่าไปไหมๆ คำตอบที่ได้รับคือ...ไป แม่กับพ่อจึงเบาใจไปเยอะ แต่ก็มีเรื่องอื่นมาให้หนักใจแทน นั่นก็คือ...เรื่องกิน เพราะไปโรงเรียนมาสามวัน แต่เจนิซไม่ยอมกินข้าวที่โรงเรียนเลย กินแต่นมที่เขาให้เท่านั้น และแม่ว่าลูกก็คงกินไม่หมดกล่องหรอก ดีว่าสามวันแรก...คุณครูให้แม่ไปรับตอนสิบเอ็ดโมงครึ่ง พอกลับถึงบ้านก็เลยได้ทานข้าวเที่ยงที่บ้านเหมือนปกติ แต่อาทิตย์หน้านี้...คุณครูน่าจะให้ลูกอยู่เต็มวัน เลิกบ่ายสองโมงครึ่ง ฉะนั้นถ้าลูกยังไม่ยอมกินข้าวเที่ยงที่โรงเรียน คราวนี้ล่ะ...ลูกคงจะหิวน่าดู เรื่องนี้ล่ะที่แม่กังวลมากกว่าเรื่องอื่น เพราะหนึ่งเจนิซกินยาก และสองเวลาทานข้าวของที่โรงเรียนเร็วกว่าเวลาปกติที่เจนิซเคยกิน ทำให้พอถึงเวลาที่เค้ากินกัน เจนิซก็ยังไม่หิว และเวลาที่เจนิซหิว เค้าก็ไม่มีอะไรให้กินแล้ว



ทุกคนต่างก็บอกว่า เดี๋ยวเจนิซก็ปรับตัวได้เอง เด็กปรับตัวได้เร็วและเก่ง แต่ยังไง...ความเป็นแม่ มันก็อดกังวลไม่ได้ คุณกงของลูกบอกจะไปกังวลทำไม เดี๋ยวพอกลับมาบ้านก็หาข้าวให้กินก็เสร็จ แม่อยากย้อนถามเหลือเกินว่าลองคุณกงไม่กินข้าวครึ่งวันค่อนวันจะเป็นยังไง...หิวไหม... เพราะมันไม่ใช่แค่ข้าวเที่ยงแต่มันเลยไปถึงข้าวเช้าด้วย

แล้วอย่างนี้ไม่ให้ห่วงได้ไง?

แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี นอกจากหวังว่าพอหิวมากๆ เจนิซจะจำและค่อยๆ ปรับตัวเองจนยอมกินข้าวเที่ยงที่โรงเรียนในที่สุด

อีกอย่างที่ทำให้ลูกยังไม่ยอมกินข้าว ก็คงเพราะยังไม่มีเพื่อนนั่นเอง คุณครูบอกว่าเจนิซยังเล่นคนเดียว ยังไม่ค่อยเข้าไปเล่นกับเพื่อนๆ คนอื่น แต่เรื่องนี้แม่ว่าน่าจะใช้เวลาสักหน่อย เพราะเจนิซเป็นลูกคนเดียว เคยชินกับการเล่นคนเดียวมานาน แต่ไม่ใช่ว่าเจนิซไม่อยากมีเพื่อน หรือไม่มีเพื่อนนะ เพราะเวลาอยู่บ้านเจนิซก็เคยไปเล่นกับเพื่อนบ้าน เพียงแต่ไม่ได้ไปเล่นทุกวันเพราะติดที่ตัวลูกนั่นล่ะ ที่ชอบนอนตอนเย็นตื่นตอนหกโมงซึ่งเป็นเวลาที่เพื่อนๆ เข้าบ้านหมดแล้ว เวลาพาไปสนามเด็กเล่น เจนิซก็ชอบดูคนอื่นๆ เล่นกัน แถมบางทีก็เล่นกับเค้าด้วยทั้งที่เค้าไม่ได้เล่นด้วย อย่างเช่นเวลาเค้าวิ่งไล่กัน เจนิซก็วิ่งกับเค้าด้วย กรี๊ดกร๊าดสนุกกับเค้าด้วย ทั้งที่เค้าไม่ได้เล่นกับเจนิซแม้แต่น้อย ซึ่งทำให้รู้ว่าลูกอยากมีเพื่อน ฉะนั้นคงต้องใช้เวลาสักนิดล่ะกว่าเจนิซจะคุ้นกับเพื่อนๆ ในห้อง

ก็อีกล่ะ...เจนิซเพิ่งไปโรงเรียนได้แค่สามวันเอง และเป็นสามวันที่อยู่แค่ครึ่งวันเท่านั้น พอสิบเอ็ดโมงครึ่งแม่ก็ไปรับ คงต้องให้เวลาลูกมากกว่านี้อีกหน่อย

                      

นอกจากจะเป็นเวลาของการเริ่มต้นและเปลี่ยนแปลงของลูก แม่เองก็ต้องเริ่มต้นและเปลี่ยนแปลงในหลายๆ อย่างเหมือนกัน เริ่มจากที่สำคัญที่สุดคือ เริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง และเปลี่ยนแปลงเวลาจากเดิมชอบนอนดึกและตื่นสาย ก็กลายเป็นนอนดึก (น้อยกว่าเดิมหน่อย) และตื่นเช้า (แถมกลางวันไม่ได้นอนเหมือนเจนิซด้วยนะ) รวมทั้งต้องทำใจยอมรับกับการที่ลูกไม่ได้อยู่ด้วยตอนกลางวัน มันก็มีเหงาบ้างนะ ยิ่งพอตอนสิบ สิบเอ็ดโมงจะยิ่งคิดถึงลูกหนักขึ้น วันจันทร์ที่จะถึงคงยิ่งเป็นหนักเพราะลูกจะอยู่โรงเรียนนานขึ้น และแม่คงกังวลว่าลูกคงหิวมากๆ กว่าจะถึงเวลาที่แม่ไปรับ สงสัยคงต้องหาขนมปังกรอบใส่กระเป๋าไว้ให้แล้วสิ...เฮ้อ...

เจนิซเอ๋ย...จะรู้ไหมลูกว่าทำให้พ่อแม่กังวลและเป็นห่วงแค่ไหน...หวังว่าอาทิตย์หน้าลูกคงปรับตัวได้มากขึ้น และยอมกินข้าวที่โรงเรียนนะ แม่จะได้วางใจให้ลูกเรียนพิเศษเพิ่มเติมตอนเย็น เผื่อแม่จะมีเวลาทำงานเพิ่มขึ้นอีกสักชั่วโมงนะลูกนะ...

You Might Also Like

1 Comments

  1. สวัสดีค่ะ เข้ามาเสิชหาปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าวที่ รร เหมือนกันเลยมาเจอเรื่องของน้องเจนิซ ลูกสาวชื่อน้องสปายค่ะ สามขวบเพิ่งพาไปเข้าเตรียมอนุบาลได้หนึ่งอาทิตย์ ถามคุณครูก็บอกว่าทานได้นิดหน่อย ถามลูกๆบอกว่าน้องสปายทานข้าวที่รร แล้ว อ๊วก เป็นกังวลเหมือนกัน เพราะกลับมาบ้านตอนบ่ายสามลูกหิวมาก ทานข้าวจากเดิมทีละจานเป็นสองสามจานที่ขอเติม รรให้ทานข้าวเที่ยงประมาณสิบโมงค่ะ หิวแทนลูกจิงๆเลย มาให้กำลังใจค่ะ ความจิงบ้านอยู่ใกล้รร มากจะไปส่งข้าวตอนกลางวันก็ได้ แต่อยากให้ลูกปรับตัวกับ รร ให้ได้ ไม่รู้ว่าเราโหดไปไหม ไม่อย่างนั้นลูกจะไม่ยอมกินอะไรที่ไม่ใช่รสชาติคุ้นเคยเลย ตากับยายก็กดดันให้เอาข้าวห่อไปส่งลูกตอนกลางวันเรื่อยๆค่ะ แม่ยังใจแข็งอยู่ชั่งน้ำหนักดูแล้วลดมาแค่สามขีดเอง ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ ชื่อแนนค่ะ แม่น้องสปาย

    ReplyDelete

Flickr Images

Subscribe